เพิ่งเสร็จแล้วรีบเอามาลงค่ะ เมื่อองค์ลงก็ต้องต่อให้จบ
ไมไ่ด้เกลาสำนวนเลยค่ะ ติดขัดอย่างไรค่อยมาแก้ทีหลัง ;w;

เป็นคู่ที่เกริ่นไว้แล้วว่าชอบเป็นคู่ที่สาม แต่ไม่รู้ทำไมเป็นตอนที่ยาวกว่าสองคู่แรกซะอีก
กระเรียนกับสตอเบอรี่ อยุ่ด้วยกันมีพลังมากมายจริงๆ


****************************************


ความรู้สึกพิเศษ

 


                อิจิโกะ ฮิโตฟุริเป็นดาบหนุ่มผู้เพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาท ทั้งการวางตัวเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่น้องชาย ทั้งสุภาพให้เกียรติกับดาบเล่มอื่นๆ ถือได้ว่าไม่มีอย่างใดเป็นข้อบกพร่องในตัวอิจิโกะแม้แต่น้อย

                “ก็เพราะนั่นล่ะ ถึงเห็นได้ชัดไงล่ะ” มิดาเระ โทชิโร่ หนุ่มน้อยมีดสั้นในชุดกระโปรงฟูฟ่องพูดกับพี่น้องที่เหลืออีก 9 เล่มของตน เด็กๆมีดสั้นและดาบสั้นตระกูลโทชิโร่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับพี่ชายสุดรักของพวกเขา

                “นึกว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีก” อัทสึ โทชิโร่ พูดเสริม

                “ผมก็ดูออกนะ!” อากิตะกับโกโคไตพูดพร้อมกัน

                ยะเก็นขยับแว่นตาที่เขาจะใส่เมื่ออยู่ในชุดไปรเวท “พี่อิจิกำลังมีความรู้สึกพิเศษสุดๆ”

“กับ....” นามาซูโอะชี้ไปทางโฮเนะบามิ

เด็กหนุ่มผมขาวก็พูดต่อ “ท่านทสึรุมารุ”

“แล้วท่านทสึรุมารุล่ะ?” แฝดไม่แท้มาเอดะและฮิราโนะถามพร้อมเพียงกัน

“โฮะโฮ่-- กระผมว่าท่านทสึรุมารุเองก็ถูกใจท่านพี่อิจิไม่น้อยเลยทีเดียว” จิ้งจอกบนไหล่ของนากิคิสึเนะตอบแทนเจ้าของที่แค่พยักหน้าเห็นด้วย

“แค่พี่อิจิไม่รู้ตัวเท่านั้นล่ะ ไม่งั้นท่านทสึรุมารุไม่มีทางไปต่อได้แน่ๆ” มิดาเระเอียงคอนิดๆพลางใช้ความคิด “เอาไงดีล่ะ?” ก่อนจะถามความคิดเห็นจากพี่น้องของตน

“บอกกกกกกกให้โง่สิ-----” พี่น้องทีเหลืออีก 9 เล่ม(กระทั่งนากิคิสึเนะ)พูดพร้อมกัน

“หยา หยา.....น่าสงสารท่านทสึรุมารุจริงๆนะขอรับ” จิ้งจอกเสียงแหลมพูดด้วยความเห็นใจ

 

***************************

 

“ฮัด------เช้ย!!” ทสึรุมารุผู้ถูกนินทาลับหลังจามเสียงดัง หนุ่มผมขาวในชุดลำลองสีเดียวกับสีผมหยิบผ้าที่พาดไว้บนบ่ามาเช็ดจมูก “มีใครนินทาข้าอยู่หรือไง?”

“คงเป็นคนที่ท่านทสึรุมารุไปแกล้งไว้ล่ะมั้งครับ” หนุ่มผมสีครามที่เดินอยู่ด้วยกันพูดพลางหัวเราะ “ห้ามแล้วไม่ฟังกันก็ต้องเป็นแบบนี้ล่ะ” ถึงอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าสองร้อยปีแต่ด้วยนิสัยแล้วอิจิโกะก็มักจะเป็นฝ่ายห้ามไม่ก็กล่าวเตือนทสึรุมารุเสมอ

“เจ้านี่น้า---“ ทสึรุมารุลากเสียงยาว “หากไม่มีเรื่องน่าตกใจมาเป็นสีสันให้ชีวิต ต่อให้เป็นดาบอย่างเราๆก็เฉาจนทื่อได้”

“การฝึกปรือก็ทำให้ฝีมือเฉียบคมขึ้นได้เหมือนกันครับ” อิจิโกะตอบทันควัน

“ต่อปากต่อคำเก่งนักนะ” ทสึรุมารุเหล่อิจิโกะ

“ก็ต้องรับมือกับคนอยู่ไม่สุขบ่อยๆนี่ครับ”

“เอ๋- ใครกันน้า” ดาบหนุ่มผมขาวทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วมองไปทางอื่น เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของอิจิโกะ อา....ช่างเป็นดาบที่น่ารักน่าแกล้งเสียจริง

ทสึรุมารุชอบนิสัยของอิจิโกะ นุ่มนวลอ่อนน้อมแต่ก็แข็งแกร่งสมเป็นดาบคู่กายของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ สีสันในชีวิตทสึรุมารุสว่างไสวมากขึ้นตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับอิจิโกะ ถึงนิสัยของพวกเขาจะต่างกันจนมีเรื่องให้อิจิโกะต้องคอยตักเตือนอยู่บ่อยครั้ง(และมีประดาบกันบ้าง) มันก็ไม่ได้ทำให้ทสึรุมารุหยุดพิจารณาไม่ให้ตนก้าวล้ำความเป็นสหายไป

แต่ว่า.......ดูท่าทางเจ้าจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด

จะว่าไม่รู้ตัวที่ข้าชอบ หรือชอบข้ากันแน่

 

“ข้านี่น่าสงสารจริงน้า” ทสึรุมารุจงใจพูดให้อิจิโกะสงสัย แต่ดาบหนุ่มผมสีครามก็ยังมองเขาด้วยแววตาใสซื่อไม่รู้เรื่องอะไรเช่นเคย

“ครับ?”

“......ไม่มีอะไรหรอกๆ” ดาบหนุ่มขี้แกล้งทำโบกมือไปมา “วันนี้เวรข้าเลี้ยงม้าสินะ” ทสึรุมารุยืดแขนสุดแขน บิดขี้เกียจเอาแรงก่อนไปทำงาน

สีหน้าของอิจิโกะเปลี่ยนมาเป็นกลัดกลุ้มเมื่อคล้อยหลังหนุ่มผมขาวไปแล้ว “ทำอะไรให้โกรธหรือเปล่านะ?”

 

 

 

************************************************

 

“ข้าต้องเป็นดาบที่น่าสงสารที่สุดในโลกแน่ๆเลย” ทสึรุมารุพูดกับม้าคู่ใจของตนเอง เจ้าม้าสีขาวไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับคำพูดของเขาหรอกแต่คนที่อยู่ร่วมเวรดูแลม้าอย่างมิทสึทาดะ .....ได้ยินหมดทุกอย่างเลย “เจ้าว่าอย่างนั้นไหม?” คราวนี้ทสึรุมารุหันมาถามมิทสึทาดะตรงๆแทนที่จะแกล้งทำเป็นพูดกับม้า

“ผมก็อยากช่วยเรื่องอิจิโกะคุงหรอกนะ” มิทสึทาดะรู้ว่าถ้าเขาไม่ช่วยอะไรทสึรุมารุเป็นการตอบแทนที่เอาใจช่วยเขากับโอคุริคาระบ้าง ความเท่ที่มีคงหายหมด แต่ว่า..... “แค่เรื่องของคุริจังผมก็ปลีกตัวไปไหนไม่ได้แล้ว”

“เจ้าน่าจะชินกับสถานะคนรักแค่ในนามของเด็กนั่นน่ะ” ทสึรุมารุกอดอกมองมิทสึทาดะ ใจชื้นขึ้นมานิดๆที่ตนเองมีเพื่อนร่วมชะตากรรม

“ไม่ใช่แค่ในนามสักหน่อย.....” มิทสึทาดะอยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก ระยะเวลาที่ห่างเหินกันไปนานทำให้เกิดช่องว่างขึ้น พวกเขาก็เพิ่งจะปรับความเข้าใจกันและ....โอคุริคาระก็คือโอคุริคาระ “คุณทสึรุมารุคิดปัญหาของตนเองเถอะครับ อย่างน้อยผมก็เป็น คนรัก แล้ว” หนุ่มผ้าคาดตาเบียงประเด็นของตนเองก่อนที่เขาจะทำตัวห่อเหี่ยวตามทสึรุมารุไปด้วยอีกคน

“ข่มกันเรอะ!” ทสึรุมารุโยนฟางแห้งลงในราง “บอกไว้ก่อนที่ข้ากลุ้มใจน่ะไม่ใช่เพราะเด็กๆมีดสั้นหรอกนะ”

“แปลว่าเจอฤทธิ์พวกหนูมีดสั้นมาแล้ว?”

ทสึรุมารุกรอกตากับคำพูดของมิทสึทาดะ ความจำแทบจะวิ่งย้อนกลับมาในหัว ไม่รู้ว่าเจ้าพวกเด็กบ้านอาวาตะกุจิรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเขาไม่คิดกับอิจิโกะเพียงแค่สหายร่วมรบ ความไม่ซื่อออกทางหน้าตาเกินไป? หรือสัญชาตญาณหวงพี่บังเกิด? เมื่อใดที่ได้อยู่กับอิจิโกะนอกเหนือจากภารกิจในสนามรบและการงานในเรือน เด็กๆจะมาห้อมล้อมอิจิโกะราวกับจงใจเสมอ จากในสายตาของซานิวะและดาบเล่มอื่นที่ไม่ได้ล่วงรู้ใจทสึรุมารุ พี่ใหญ่กับน้องๆบ้านอาวาตะกุจิก็รักใคร่กลมเกลียวกันเช่นเคย

จะมีแต่ทสึรุมารุกับดาบเพียงไม่กี่เล่มที่เห็นว่านี่คือสงครามแย่งชิงอิจิโกะ ฮิโตฟุริ!

แถมอิจิโกะที่อยู่ตรงกลางระหว่างสงครามก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด

“ข้าสนแต่ว่าอิจิโกะคิดยังไงกับข้าต่างหาก!”

มิทสึทาดะเลิกคิ้ว “ก็รู้อยู่แล้วนี่ครับว่าเขาคิดยังไง”

“................ให้ตายสิ!” ทสึรุมารุเค้นเสียงพูดออกมา

 

*******************************************

“ฮัทชิ้ว!” อิจิโกะเอาหลังฝ่ามือปิดปากไว้ทันเมื่อเขาจาม “สงสัยติดมาจากท่านทสึรุมารุแน่ๆ”

ยะเก็นวางหนังสืออ่านฆ่าเวลาลง วันนี้ไม่มีใครในบ้านอาวาตะกุจิเป็นเวรทำงาน พวกเขาจึงหาอะไรทำช่วงที่มีเวลาว่าง ยะเก็นกับอิจิโกะเลือกที่จะอ่านหนังสือที่ซานิวะหามาให้แทนที่จะออกไปเดินเล่นนอกเรือนพัก ส่วนพวกน้องๆที่เหลือก็ออกไปเล่นกันข้างนอก “ทำไมต้องเป็นท่านทสึรุมารุล่ะ?” เด็กหนุ่มที่มีนิสัยโตกว่าวัยถามผู้เป็นพี่

“เมื่อเช้าท่านทสึรุมารุก็จามแบบนี้ สงสัยเพราะอากาศเปลี่ยนล่ะมั้ง” อิจิโกะพูดพลางเปิดหนังสือหน้าต่อไป ชายหนุ่มพูดอย่างไม่จริงจังนัก พวกเขาเป็นวิญญาณสถิตดาบ ถึงจะมีร่างกายเหมือนมนุษย์ทั่วไปแต่ใช่ว่าจะเจ็บป่วยไข้ได้ง่ายๆ

“ที่ข้าถามว่าทำไมต้องเป็นท่านทสึรุมารุ ก็เพราะอยากจะถามว่าทำไมพี่อิจิถึงอยู่กับท่านทสึรุมารุบ่อยต่างหาก” ยะเก็นเปลี่ยนจากที่นั่งผิงผนังมานอนหนุนตักอิจิโกะแทน

“ก็เจอกันตอนออกจากห้องนอนเหมือนทุกทีนั่นล่ะ” ถ้าไม่ใช่ดาบที่ซานิวะแยกให้ไปนอนอยู่ร่วมห้องเดียวกัน(ในฐานะคู่รัก) เหล่าดาบหนุ่มน้อยใหญ่ก็จะแบ่งกลุ่มไปนอนร่วมกันตามแต่ความพอใจ ห้องพักของพวกเขาอยู่ใกล้กันจะเดินออกมาเจอกันตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ไม่เห็นแปลก

หนังสือยุคปัจจุบันที่มีสีสันสะดุดตาถูกวางไว้กับอกเมื่อยะเก็นสบตากับพี่ชาย เขาไม่เห็นอาการเก้อเขินอะไรเลยสักนิด..... เด็กหนุ่มชักคิดแล้วว่าไม่ใช่พี่ชายเขาไม่รู้ตัวว่าชอบทสึรุมารุอยู่

จริงๆอาจจะไมได้คิดอะไรเลยก็เป็นได้

 

“มีอะไรงั้นเหรอ?” อิจิโกะมองยะเก็นที่นานทีจะมาอ้อนด้วยความสงสัย

“เปล่า แค่คิดว่าพวกพี่สนิทกันดีเท่านั้นล่ะ” ยะเก็นทำเป็นอ่านหนังสือต่อ หรือเขากับเหล่าพี่น้องจะคิดมากกันไปเอง….

“คงเพราะท่านทสึรุมารุเป็นคนที่มีอารมณ์ขันแปลกๆล่ะมั้ง” อิจิโกะเบนสายตาไปทางสวนสวยของเรือนพัก “แล้วก็สว่างไสว....”

ยะเก็นลดหนังสือลงอีกครั้ง “.....นั่นไงล่ะ” เด็กชายยิ้มกว้างก่อนจะลุกขึ้นนั่ง

“?” อิจิโกะงงกับพฤติกรรมของน้องชาย แต่ยะเก็นแค่ยิ้มให้จนตาหยีแล้วก็ลุกเดินฮัมเพลงออกไปจากห้องเลย “เด็กคนนี้นี่น้า” อิจิโกะถอนใจ

 

เพราะคิดว่าพี่ชายเขาไม่มีข้อบกพร่องจึงเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่...อิจิโกะ ฮิโตฟุริมีนิสัยหนึ่งที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องของเจ้าตัวหรือไม่ก็ได้ นั่นคืออิจิโกะไม่ยอมพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาง่ายๆ นี่ต่างหากที่ทำให้ยะเก็นกับน้องๆสามารถรู้ได้ว่าอิจิโกะกำลังมีความรู้สึกพิเศษอยู่

หากเมื่อครู่ไม่ได้ลอบมองพี่ชายใกล้ขนาดนั้น ยะเก็นคงไม่ได้เห็นประกายชีวิตชีวาในดวงตาของอิจิโกะยามที่เจ้าตัวเอ่ยถึงทสึรุมารุ เรื่องที่แอบรักแอบชอบใครอยู่ พี่ชายของเขาไม่มีวันพูดกับใครง่ายๆแน่ ถึงได้ทำตัวปกติจนแทบไม่เห็นพิรุธ

“ไม่ใช่พี่ใช่น้องกันคงไม่มีวันดูออกหรอก” ยะเก็นตบสันหนังสือกับไหล่ของตนเอง “แต่แบบนี้.....ท่านทสึรุมารุไม่มีทางสมหวังแน่” ถ้าพี่อิจิไม่ให้ไปต่อเอง

หรือจะเปลี่ยนมาช่วยดีไหมนะ.... แต่หลังจากคิดไปคิดมาหลายตลบ “....ไม่ดีกว่าแฮะ”

ในเมื่อพี่ชายของเขายังไม่อยากให้ท่านทสึรุมารุรู้ แล้วตัวเขาที่เป็นน้องจะไปบอกทำไม

ยะเก็นมองไปที่ทสึรุมารุกำลังพาม้าคู่ใจออกมาเดินเล่นนอกคอก และแวะแกล้งโอคุริคาระที่กำลังดูแลไร่กับโดทานุกิอยู่ “น่าสงสารท่านทสึรุมารุจริงๆน้า”

 

อิจิโกะชอบนิสัยของทสึรุมารุ แม้อายุดาบจะมีมากกว่ากันแค่ไม่กี่ร้อยปี สนามรบไม่ใช่สถานที่ที่ทสึรุมารุพบเจอเทียบเท่าเขา แต่ชีวิตที่เจ้าตัวได้โลดแล่นผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็น่าทึ้งอยู่ไม่น้อย การมองโลกว่ามีแต่สิ่งอัศจรรย์ของทสึรุมารุเองก็เช่นกัน

รอบตัวทสึรุมารุเหมือนมีแสงแวววาว

อบอุ่นราวกับถูกกอดปลอบประโลม

“...พูดว่าเหมือนถูกกอดนี่ ไม่ดีเลยสินะ” อิจิโกะบ่นกับตัวเองพลางปิดหนังสือที่อ่านไปได้ครึ่งเล่มลง ขณะที่คิดว่าจะทำอะไรเป็นการฆ่าเวลาเขาก็ได้ยินเสียงย้ำเท้าของม้าบริเวณใกล้ๆนี้ พอชะโงกหน้าออกไปดูก็พบรอยยิ้มขี้เล่นของทสึรุมารุเข้าพอดี “เล่นอะไรอีกล่ะครับท่านทสึรุมารุ”

ที่ทสึรุมารุขี่ม้าเข้ามาในเขตเรือนนอนจะว่าไม่ตกใจก็ไม่ใช่ แต่เพราะการแกล้งรูปแบบอื่นๆของทสึรุมารุมันแปลกกว่า ห้อยตัวลงมาจากเพดานบ้างล่ะ เกาะอยู่ขอบหน้าต่างบ้างล่ะ ไม่ก็แต่งเป็นสัตว์ประหลาดแอบรอจ๊ะเอ๋คนในห้องอาบน้ำอะไรแบบนั้น

อันนี้ถือว่าปกติมากแล้ว

“ข้ามารับเจ้าหญิงไปเดินเล่นด้วยกันไงล่ะ” หากเป็นคนอื่นพูด อิจิโกะอาจจะไม่ชอบนักที่ถูกเรียกว่าเจ้าหญิง แต่พอเป็นทสึรุมารุพูด อิจิโกะกลับไม่ถือสาคำพูดหยอกของเจ้าตัวนัก

“เป็นซามูไรครับ ไม่ใช่เจ้าหญิง” อิจิโกะแก้คำให้ แต่แทนที่หนุ่มผมฟ้าจะทำหน้าว่าเหนื่อยใจ อิจิโกะกลับปีนขึ้นหลังม้าขาวไปนั่งซ้อนหลังทสึรุมารุ “วันนี้ผมน่ะว่าง แต่ท่านทสึรุมารุกลับมาคงได้ทำงานเพิ่มแน่ๆ”

ทสึรุมารุมองมือที่โอบเอวเขาไว้หลวมๆ “ทำงานเพิ่มก็ถือว่าคุ้ม” ทสึรุมารุจำได้ว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อนของอิจิโกะกับน้องๆจึงแวะมาหาเสียหน่อย ทีแรกตั้งใจว่าจะหาเรื่องเล่นไปด้วยระหว่างงานดูแลม้า กลับเจอโอกาสดีๆจนน่าตกใจขนาดนี้ ต่อให้คืนนี้ต้องนอนเฝ้าคอกม้าก็ถือว่าคุ้มสุดๆ!!

ยะเก็นยืนกอดอกผิงผนังมองทสึรุมารุด้วยความหมั่นไส้อยู่นาน “ท่านทสึรุมารุจะเอาตัวพี่อิจิไปแล้ว!!”

“เฮ้ย!” ทสึรุมารุหันมามองน้องชายตัวแสบ(ที่สุด)ของอิจิโกะจนคอแทบเคล็ด “จำไว้เลยนะยะเก็น!”

“โชค-ดี-นะ” ยะเก็นโบกมือให้พลางยิ้มแฉ่ง

 “ห้ามเอาพี่อิจิไปไหนนะ กระเรียนชีกอ!!” ไวตามคาด มิดาเระตามด้วยพี่น้องมีดสั้นที่เหลือกรูมาทางทสึรุมารุ

“โอ้วว มาไวจนน่าตกใจเลยนะเนี่ย!” แต่ไม่ยอมเสียโอกาสดีๆแบบนี้ไปหรอก “จับแน่นๆล่ะอิจิโกะ!” ทสึรุมารุกระตุกสายบังเหียนเพื่อบอกม้าคู่ใจว่าให้วิ่ง

“เอาไงก็เอากันครับ” อิจิโกะรับคำ

“อ้าว จะไปไหนกัน”  ซานิวะได้ยินเสียงคึกครื้นข้างนอกจึงออกมาดู “อย่าออกไปนอกเขตแดนล่ะ” ซานิวะผู้ไม่ระบุหน้าตาและเพศตะโกนบอกดาบหนุ่มทั้งสอง เขตแดนเป็นสิ่งที่ซานิวะสร้างขึ้นเพื่อกันคนจากโลกภายนอกไม่ให้เข้ามา เพราะวิญญาณดาบเหล่านี้มาจากอดีตหลายยุคหลายสมัย พวกเขาเผชิญหลายสิ่งหลายอย่างมามาก ทั้งยังต้องต่อสู้เพื่อปกป้องประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซานิวะจึงไม่ต้องการให้ดาบในความดูแลถูกกระแสเวลาของโลกยุคใหม่เข้ามารบกวน

“สองคนนั้นจะไปแอบหวานกันที่ไหนหรือไง” ซานิวะถอนใจ “คงต้องเตรียมห้องเพิ่มอีกแล้วมั้ง...”

 

ทสึรุมารุควบม้ามาจนถึงทะเลสาบเล็กๆไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่พัก ดาบหนุ่มเปลี่ยนมาคุมให้ม้าเดินย่ำเรียบทะเลสาบไปเรื่อยๆ ลมเย็นหอบทั้งกลิ่นป่าและกลิ่นน้ำพัดผ่านใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่น ทสึรุมารุมองแสงระยิบระยับของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผืนน้ำ แม้จะเป็นสิ่งธรรมดาแต่สำหรับเขามันคือสิ่งธรรมดาอันน่าอัศจรรย์

เมื่อมีอิจิโกะอยู่ด้วย มันก็ยิ่งอัศจรรย์

“สวยจังเลยนะครับ” เสียงอิจิโกะพูดขึ้นด้านหลัง ทสึรุมารุไม่ได้หันไปมองแต่พอรู้ได้ว่าฝ่ายที่กอดเอวเขาอยู่ก็ชอบวิวสวยตรงหน้าเช่นเดียวกัน

“ตอนเย็นอาจจะสวยกว่านี้ เจ้าอยากมาดูอีกไหมล่ะ?”

อิจิโกะไม่ได้ตอบในทันที นั่นเพราะเขาไม่ได้ดูผืนน้ำอย่างที่ทสึรุมารุกำลังดูอยู่ แต่เป็นแผ่นหลังกว้างและเส้นผมสีขาวของทสึรุมารุเอง ยิ่งต้องแสงกระเรียนขาวก็ยิ่งดึงดูดสายตา หากว่าได้มองจากระยะไกล ภาพตรงหน้าอาจจะสวยซะยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้

“หลับแล้วหรือไงอิจิโกะ?” ทสึรุมารุเอี้ยวคอมาดูคนที่เงียบอยู่นานสองนาน ดวงตาสีทองประสานกันโดยไม่ตั้งใจ อิจิโกะชะงักแต่ไม่ได้หลบตา เวลาเพียงครู่ที่ทั้งสองเงียบไม่พูดอะไรนั้นช่างยาวนานในความรู้สึก ทสึรุมารุเป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน “กลับก่อนจะมีใครมาตามที่ข้าอู้งานดีกว่า”

“ครับ” อิจิโกะรับคำสั้นๆ เขายังโอบเอวทสึรุมารุไว้เหมือนเดิม เพียงแค่ขากลับพวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งถึงพี่พัก

 

**************************

 

ไม่มีอะไรยากไปกว่าการพยายามเกร็งใบหน้ากลั้นรอยยิ้มที่อยากจะฉีกจนแก้มปริ ทสึรุมารุฝืนทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่ความสามารถในการใช้แกล้งคนอื่นของเขาจะทำได้ ไม่อยากทำตัวราวกับหนุ่มน้อยที่เพิ่งจะมีความรักเป็นครั้งแรกจนอยู่ไม่สุข อายุมันเกินมาแล้ว

รู้ว่าตัวเองถูกมอง แถมรู้ด้วยว่าคำชมของอิจิโกะไม่ได้ให้กับสายลมและแสงแดดที่ไหน

แต่เป็นตัวเขาเองที่อิจิโกะเอ่ยชม

“ข้าจะลอยไปถึงดวงดาวอยู่แล้ว...” ทสึรุมารุพึมพำกับตัวเอง

“ลอยไปไหนนะ?”

กระเรียนหนุ่มหันไปทางต้นเสียงที่นั่งติดอยู่ข้างตัว อุกุยซูมารุนั่งคุกเข่าอยู่ข้างทสึรุมารุที่เอาแต่เหม่อลอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับทุกสิ่งอย่างรอบกาย ถ้าทุกคนไม่เข้าใจผิดว่าเจ้าตัวกำลังหาเรื่องแกล้งใครอีกล่ะก็ ป่านนี้คงได้รู้กันหมดทั้งเรือนแล้วว่าพ่อหนุ่มกระเรียนขาวมีความลับอะไรซ่อนอยู่ภายในใจ

“อารมณ์ดีออกหน้าแบบนี้ แปลว่าลงเอยกับอิจิโกะแล้วล่ะสิ” ถึงคนอื่นจะไม่รู้ใช่ว่าอุกุยซูมารุจะไม่รู้ด้วยเสียหน่อย ทั้งเขา ทสึรุมารุ อิจิโกะ ฮิโตฟุริ และฮิราโนะ โทชิโร่ อยู่ร่วมกันมาก่อนที่จะได้รับใช้ซานิวะ เรื่องที่ทสึรุมารุประทับใจอิจิโกะ -มากเป็นพิเศษ- มีหรือจะไม่รู้

“ไม่ใช่สักหน่อย....ตอนนี้ก็ยังไม่ต่างจากเดิมหรอกน่า”

“แปลว่าแค่ตอนนี้สินะ” อุกุยซูมารุเลิกคิ้วมองทสึรุมารุ “นึกว่าจะไม่ต้องปิดฮิราโนะคุงเรื่องคนไม่ซื่อกับพี่ชายเขาซะอีก”

“ข้าไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเชียว?” ทสึรุมารุทำหน้าบูด “แล้วเจ้าไม่ไปทำภารกิจกับอิจิโกะหรือไง?” วันนี้เป็นเวรของอิจิโกะที่จะต้องออกไปทำภารกิจภาคสนามอีกครั้ง ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บจากที่พาน้องๆไปฝึกฝนร่วมกับโอคุริคาระในภารกิจคราวก่อน เขานึกว่าอิจิโกะจะได้ผลัดเวรไปสำรวจหาวัตถุดิบมาให้ซานิวะแทน

“เป็นข้าคงไม่ได้หรอก” อุกุยซูมารุยิ้มบางให้ทสึรุมารุ “ครั้งนี้เป็นท่านไปด้วยจะดีกว่า” หนุ่มผมขาวขมวดคิ้วไม่เข้าใจ “ภารกิจครั้งนี้อิจิโกะเป็นคนขอไปด้วยตนเอง.....ที่ปราสาทโอซาก้า”

ทสึรุมารุลุกพรวดจากพื้นทันที “ทำไมอิจิโกะถึงยอมไปที่นั่น” ปราสาทที่นายเก่าของอิจิโกะเคยครอบครอง ที่ที่ดาบอิจิโกะ ฮิโตฟุริ ถูกเผาพร้อมกับโฮเนะบามิ โทชิโร่ และนามาซูโอะ โทชิโร่

“ฮากาตะ โทชิโร่ อยู่ในกล่องสมบัติใต้ดินปราสาทโอซาก้า” อุกุยซูมารุอธิบายได้แค่นั้นเพราะทสึรุมารุพุ่งตัวออกไปแล้ว “....ผมจะชงชาไว้รอทุกคนกลับมาแล้วกัน” ชายหนุ่มผมเขียวหลับตาลง หวังอยู่ในใจว่าทุกอย่างจะราบลื่น

 

อิจิโกะตั้งใจกับภารกิจตามหามีดสั้นฮากาตะมากจนไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของซานิวะ เขาปฏิเสธอย่างนิ่มนวลแต่หนักแน่นว่าต้องการที่จะไปตามหาน้องชายด้วยตัวเอง ซานิวะไม่รู้จะทำยังไง

 “ผมพร้อมที่จะเผชิญกับปราสาทหลังนั้นอีกครั้ง” อิจิโกะบอกให้ซานิวะรู้ว่าเขาจะไม่เป็นอะไร

“ฉันรู้ แต่ก็นะ...”

“ข้าจะไปด้วยเอง” ทสึรุมารุเปิดบานเลื่อนห้องทำงานของซานิวะออก เขาเข้ามานั่งข้างอิจิโกะ “ห้ามไปอิจิโกะก็คงไม่ฟังอยู่ดี ก็ดื้อเงียบซะขนาดนี้” ทสึรุมารุยักไหล่ “ถ้าไม่หาคนผีมือดีจนน่าตกใจอย่างข้าไปด้วย ภารกิจนี้คงไม่สำเร็จง่ายๆแน่”

ช่างเป็นคำพูดชวนให้มั่นไส้ผู้พูดนัก แค่ใบหน้าเคร่งเครียดอยู่เมื่อครู่ของอิจิโกะคลายลงเมื่อทสึรุมารุแทรกเข้ามา “ขอความกรุณาด้วยครับ ท่านทสึรุมารุ”

“ทีนี้นายท่านก็ไม่ต้องห่วงแล้วนะ” ทสึรุมารุยิ้มแฉ่ง

 

หากมองแต่ภายนอกปราสาทโอซาก้าที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มเมฆหมอกแห่งนี้เหมือนเป็นเพียงภาพมายา แต่ต่อให้มันเป็นภาพมายา ก็ยังส่งผลกระทบกับตัวอิจิโกะไม่น้อย ชายหนุ่มดูเหน็ดเหนื่อยจากการสู้รบมากกว่าทุกครั้งที่เคยออกศึกมา แม้ซานิวะจะกำชับให้สำรวจกันในเส้นทางลับใต้ดินไม่ให้ขึ้นไปยังชั้นบนของตัวปราสาท แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังยืนอยู่ที่ใด ร่างกายอิจิโกะก็พลันหนักอึ้งขึ้นทุกที

“พอก่อนดีกว่ามั้ง” อิวะโทชิพูดขึ้น หนุ่มนักบวชมองความซีดเซียวของอิจิโกะที่เป็นผู้นำหลักของทัพ “ข้าอยากลุยให้หนำใจก็จริง แต่ถ้าอิจิโกะเป็นอะไรไปก็หมดสนุกกันพอดี”

ฮาเซเบย์ที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็นกำลังเสริมของทีมกำลังคิดหนัก เขาอยากทำภารกิจค้นหาให้เรียบร้อย แต่นายท่านก็คงไม่ต้องการให้เกิดเหตุอะไรขึ้นกับอิจิโกะเช่นกัน “ถอยกลับไปก่อน ยังไงพวกเราก็จำเส้นทางใต้ดินนี้ได้แล้ว จะกลับมาใหม่อีกครั้งก็ไม่น่าจะกินเวลานาน”

“ไม่ครับ ผม....”

“อิจิโกะไม่เป็นอะไรหรอกน่า” ทสึรุมารุชิงพูดแทนอิจิโกะ กระเรียนหนุ่มพาดดาบไว้กับบ่า เขาตรงเข้ามาดึงมืออิจิโกะให้ออกเดินไปด้วยกัน

“ท่านทสึรุมารุ!” จากที่หน้าซีดๆอยู่ พอถูกจับมือต่อหน้าฮาเซเบย์กับอิวะโทชิ สีบนใบหน้าของอิจิโกะก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด “ปล่อยมือก่อนก็ได้ครับ”

“ม่าย-มี-ทาง” ทสึรุมารุพูดเสียงยานคาง “ข้ารู้เจ้าไม่ได้อ่อนแอขนาดให้มาดูแล แต่ข้าน่ะไม่ชอบความมืดเอาซะเลย”

“ห๋า?” อิจิโกะงุนงง คนตรงหน้าเขาเป็นโรคกลัวความมืดตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อมองมือที่ยังจับกันไว้แน่นของทสึรุมารุอิจิโกะก็จำเรื่องที่อีกฝ่ายเล่าให้ฟังได้

เกี่ยวกับอดีตของทสึรุมารุ....

ดาบเล่มงามที่ถูกฝังพร้อมร่างไร้วิญญาณของเจ้านาย

“.....ท่านทสึรุมารุ” ทั้งที่ไม่ชอบความมืดแต่กลับยอมมาที่ปราสาทแห่งนี้ตามความต้องการที่แสนเอาแต่ใจของเขา “ผม....”

“ถ้าอยากให้ข้าสบายใจ สัญญาก่อนว่าเจ้าจะไปดูอาทิตย์ตกดินกับข้าที่ทะเลสาบนั้นอีก”

อิจิโกะมองแผ่นหลังและเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของคนที่เดินนำอยู่ตรงหน้า คนๆนี้ช่างน่าอัศจรรย์ ดาบที่แสวงหาแต่ความสนุกสนาน ผล็อยทำให้คนรอบข้างได้ตกใจอยู่เสมอๆ ไม่เว้นแม้แต่เขา

สีสันของทสึรุมารุช่างสว่างสไว งดงาม จนน่าตกใจ….

“ไปทะเลสาบคราวหน้า ผมจะขอห่อข้าวจากคุณมิทสึทาดะติดไปด้วยแล้วกันครับ”

เพราะงั้นถึงได้หลงรักไปเสียแล้ว

 

*****************************************

 

“ฮากาตะ โทชิโร่ ยินดีที่ได้รู้จักครัฟ” เด็กหนุ่มผมทองแว่นตาสีแดงทักทายดาบมากหน้าหลายตาที่มารุมล้อมตัวเองอย่างสนอกสนใจ โดยมีซานิวะที่นั่งซับน้ำตาแห่งความปิติอยู่ตรงกลาง

“ดีมาก ทำดีมากนะทุกคน” ซานิวะพูดไปซับน้ำตาไป ฮาเซเบย์นั่งตัวตรงเมื่อได้นับคำชมจากซานิวะ “เหนื่อยกันมามาก วันนี้จะจัดเลี้ยงฉลองต้อนรับฮากาตะคุง แล้วก็ถือว่าให้ทุกคนได้ผ่อนคลายบ้าง ...ฮาเซเบย์ อย่าเพิ่งชิงเข้าครัว พักก่อนเถอะนะ”

ได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ตบมือกันยกใหญ่ เพราะเมื่อซานิวะพูดว่าผ่อนคลายก็ถึงเวลาที่เหล่าดาบที่อยู่ในร่างผู้ใหญ่มีสิทธิ์จะดื่มน้ำเมาได้ตามใจชอบ ส่วนเด็กๆก็จะนอนดึกได้เท่าที่อยากจะทำ มิทสึทาดะลากโอคุริคาระไปช่วยกันในครัวเพราะวันนี้ต้องเตรียมทั้งมื้อเย็นทั้งกับแกล้มเยอะเป็นพิเศษ อิวะโทชิหยิบแผ่นม้วนอันใหม่ออกมาพร้อมกับบอกให้คะเซ็นเขียนแผ่นป้ายแสดงความยินดีที่พิชิตปราสาทโอซาก้าได้ครบ 100 ชั้น จิโร่ทาจิไม่ยอมให้งานเลี้ยงขาดของดีไม่ได้จึงนำเหล้าที่ซื้อเก็บ(จากเงินของซานิวะ)ออกมาหลายขวด

บรรยากาศสนุกสนานตั้งแต่งานเลี้ยงยังไม่ทันเริ่ม แต่เด็กใหม่อย่างฮากาตะกลับมองซ้ายทีขวาทีเหมือนสงสัยมากกว่าสนใจ

“มีอะไรหรือเปล่า?” ฮาเซเบย์ถามฮากาตะที่ถูกพี่น้องบ้านโทชิโร่คนที่เหลือล้อมรอบ “ถ้าห้องนอนของเธอ ก็อยู่ห้องเดียวกันกับพวกยะเก็นนั่นล่ะ นายท่านเตรียมฟูกไว้ให้แล้ว”

“ป่าว” ฮากาตะส่ายหัว “ไม่เห็นพี่อิจิตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนิ” ตอนที่อยู่ด้วยกันในปราสาท อิจิโกะเป็นคนอุ้มฮากาตะออกมาจากปราสาทด้วยตนเอง พี่ชายที่เขาไม่ได้เจอมานานมาก อยากจะคุยกันอีกสักนิดหน่อย

“พี่อิจิบาดเจ็บกลับมา นายท่านเลยต้องให้พักครับ” มาเอดะเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ฮากาตะเข้ามารายงานตัวกับซานิวะ อิชิคิริมารุก็พาทั้งทสึรุมารุและอิจิโกะไปพักรักษาตัวที่ห้องพักทันที ดูเหมือนว่าอิจิโกะจะฝืนตัวเองมากในการพาฮากาตะกลับมาถึงที่พัก

“พี่อิจินี่น้า ทำไมชอบฝืนตัวเองแบบนี้น้า” มิดาเระพูดเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ

“อ๋อ— พี่อิจิไปนอนพักกับแฟนนี่เอง” ทุกคนในห้องเงียบเสียงลงก่อนจะลงมานั่งรวมกับกลุ่มเด็กๆบ้านโทชิโร่ด้วย  ฮากาตะมองทุกคนตาปริบๆ “สมัยนี้เขาเรียกคนรักว่าแฟนไม่ใช่เรอ?” แปลกใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด จากสายตาของเด็กชายแล้วทสึรุมารุที่คอยช่วยเหลือพี่ชายของตนเอง ทั้งยังยอมบาดเจ็บเพื่อพาเขากลับมาหาทุกคน ดูยังไงก็เป็นคนพิเศษของอิจิโกะแน่ๆ

ก็ถ้าไม่ใช่คงไม่เดินจับมือกันมาตลอดทางที่อยู่ในปราสาทหรอก

“นี่ๆ หมายถึงใครน่ะ?” คะชูเขย่าไหล่ยามาโตะแต่ปากถามฮากาตะด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“บ่าวผมขาวคนนั้นไง.....ชื่อ....ท่านทสึรุมารุ!” ฮากาตะพูดเสียงดัง มีแค่ดาบไม่กี่เล่มที่ทำหน้าว่า พวกเขารู้มาตั้งนานแล้ว ที่เหลือหันไปมองซานิวะที่เพิ่งจะให้ทาโร่จิโร่เอาป้ายผู้พิชิตปราสาทโอซาก้าขึ้นไปติดเหนือปะตูบานเลื่อน

“ฉันต้องทำอะไรต่อดีล่ะ?”

ยะเก็นแทบจะคิ้วผูกกันเป็นปมแต่ก็ได้แต่ถอนใจ ดูท่าว่าทสึรุมารุจะเข้าทางฮากาตะได้เป็นคนแรกซะแล้ว ....เห็นแก่ที่ยอมพาน้องชายของพวกเขากลับมา เหลือทางไว้ให้เดินหน่อยแล้วกัน

แม้ว่าจริงๆแล้วคนที่กุมชะตาความรักของทสึรุมารุ คือพี่ช่ายของเขาเองต่างหาก

 

 

“ข้างนอกเอะอะกันจังนะ” ทสึรุมารุว่าขณะที่เขานั่งอยู่ริมระเบียงของห้องที่จัดไว้ให้อิจิโกะพักรักษาตัว “เพราะเจ้าขยันเจ็บตัวมากไป เลยไม่ได้ไปสนุกกับคนอื่นเขาเลย”

“ท่านทสึรุมารุไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย” เทียบกันแล้วทสึรุมารุบาดเจ็บแค่ที่แขนแต่ก็นั่งเฝ้าเขามาตลอดตั้งแต่กลับมาจากภารกิจ “จะไปสนุกก็ได้นี่ครับ” อิจิโกะนอนอยู่กับฟูกพร้อมผ้าพันไหล่และแขนบอกกับทสึรุมารุ ซึ้งน้ำใจก็จริงแต่ก็ไม่อยากขัดความสนุกใคร โดยเฉพาะหลังจากที่เหนื่อยกลับมา

“ก็ข้าอยากอยู่กับเจ้านี่นา ถ้าคนเจ็บนอนฝันร้ายคงไม่ดีหรอก จริงไหม?” หนุ่มผมขาวฉีกยิ้มกว้าง อิจิโกะยิ้มตอบแต่สีหน้าอ่อนเพลียไม่น้อย คนเจ็บในชุดยูกาตะสีฟ้าอ่อนพยายามลุกขึ้นจากที่นอน ทสึรุมารุรีบเข้ามาประคองให้อิจิโกะลุกนั่งได้สะดวกขึ้น

“จะลุกขึ้นมา...” ทสึรุมารุออกปากว่า “...ทำไม....” แล้วก็ต้องค้างเมื่ออิจิโกะซบหน้ากับอกของเขา

 “ท่านทสึรุมารุ....” อิจิโกะดันตัวออกห่างทสึรุมารุเบาๆ “หากว่าผมพูดอะไรไป ท่านทสึรุมารุจะโกรธหรือไม่” หนุ่มผมครามช้อนตามองอีกฝ่ายราวกับจะไม่แน่ใจ แต่สำหรับทสึรุมารุแล้วมันเหมือนการออดอ้อนเสียมากกว่า

“ได้ อะไรที่เจ้าพูด ข้าจะไม่มีวันโกรธอย่างเด็ดขาด” แม้ว่าจะเป็นคำบอกให้เขาเลิกฝันหวานก็ตาม เมื่อเป็นอิจิโกะ ทสึรุมารุก็ยินยอม

อิจิโกะหลุบตาลงต่ำ ลังเลแต่ก็คิดว่าถึงเวลาที่ควรจะพูดเสียที “ผม....คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นดาบ หน้าที่ของดาบเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้” ถึงวิญญาณดาบจะมีความสามารถในการจำแลงร่างเป็นมนุษย์แต่ใช่ว่าจะเป็นมนุษย์จริงๆ เขาก็ยังเป็นเพียงวิญญาณของวัตถุ “แม้แต่ตอนที่เริ่มรักท่านทสึรุมารุ....ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมครับ” ใบหน้าของอิจิโกะขึ้นสีแดงอ่อนๆเมื่อทสึรุมารุแสดงอาการเกร็งจากคำพูดของเขา “จนได้รับร่างกายนี้จากพลังของท่านซานิวะ ได้อยู่กับน้องๆกับท่านทสึรุมารุอีกครั้งที่นี่” ทสึรุมารุมองปากของอิจิโกะทุกครั้งที่อิจิโกะเว้นช่วง “ผมเริ่มคิดอะไรหลายอย่าง....แล้วก็อิจฉาท่านมิคะซึกิ”

“ปู่มิคะ?” ทสึรุมารุเลิกคิ้วมองอิจิโกะอย่างสงสัย ว่าเกี่ยวกับมิคะซึกิยังไง

“คุณมิทสึทาดะก็ด้วยครับ”

“เห๋-----“ ทสึรุมารุคิดตาม “เกี่ยวอะไรกับสองคน.....นั้นล่ะ” แล้วเขาก็คิดได้

ทั้งมิคะซึกิและมิทสึทาดะทั้งคู่ต่างก็มี –คนรัก- ด้วยกันทั้งคู่

ทสึรุมารุนิ่งไม่ถามอะไรอีก เรื่องที่อิจิจะพูดจากนี้มันต้องน่าตกใจมากแน่ๆ

อิจิโกะนั่งตัวตรง พูดเสียงหนักแน่น “ท่านทสึรุมารุ กรุณาคบหากับผมฉันคนรักด้วยเถอะครับ” และค้อมศรีษะให้ทสึรุมารุอย่างสุภาพ

“...อิจิโกะ....เจ้านี่” ทสึรุมารุไม่รู้ว่าตนเองจะทำอะไรก่อนดีระหว่างดีใจกระโดดโลดเต้น หรือวิ่งออกไปที่งานเลี้ยงเพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งที่เขาอยากทำทั้งนั้น แต่เวลานี้สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการตอบรับชายหนุ่มคนตรงหน้านี้ “เงยหน้าขึ้นก่อนเถอะอิจิโกะ” ทสึรุมารุพยายามที่จะไม่ยิ้มออกมาจนเสียการ

อิจิโกะเงยหน้าขึ้นตามที่บอก ทสึรุมารุทำมือว่าให้เขากลับไปนั่งในท่าเดิม “เอ่อ...” อิจิโกะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะตอบรับคำของตนเองหรือไม่อย่างไร ทสึรุมารุก็รีบอธิบาย

“เรื่องนี้ข้าต้องเป็นฝ่ายพูดสิ ถึงจะถูก” กระเรียนหนุ่มยิ้มแฉ่ง หน้าที่ตั้งใจจะตีให้ขรึมบานเป็นจานเชิง “เอาล่ะ...แฮ่ม” ทสึรุมารุปรับน้ำเสียงของตนเองนิดหน่อย “อิจิโกะ ฮิโตฟุริ กรุณามาเป็นภรรยาของข้าด้วยเถอะ ข้าสัญญาว่าจะรักเจ้าตราบเท่าที่ดาบอย่างข้าจะคงอยู่บนโลกใบนี้ได้” ชายหนุ่มค้อมศรีษะลงเพื่อแสดงถึงการให้เกียรติอย่างที่อิจิโกะค้อมให้เขา

“ภะ...ภรรยาหรือครับ” อิจิโกะหน้าแดงแจ๋ ตอนเป็นฝ่ายพูดอิจิโกะไม่ได้นึกถึงว่าใครจะเป็นสามีใครจะเป็นภริยา แต่ในเมื่อท่านทสึรุมารุออกปากแล้ว..... อิจิโกะจรดสองฝ่ามือลงเบื้องหน้า “ขอ....ความกรุณาด้วยครับ” ชายหนุ่มก้มลงคำนับอย่างช้าๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าทสึรุมารุมองอยู่ด้วยดวงตาสีทองเป็นประกาย

เหมือน.....วันส่งตัวยังไงก็ไม่รู้....

ตอนที่กลับมานั่งคุกเข่าจ้องหน้ากันตามเดิม บรรยากาศเปลี่ยนไปจนอิจิโกะรู้สึกได้ หนุ่มผมครามนั่งตัวเกร็งเพราะทำตัวไม่ถูกขึ้นมาซะอย่างนั้น ถึงนายท่านคนเก่าของอิจิโกะจะขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้ แต่ดาบหนุ่มที่เอาแต่คิดว่าตนเองเป็นวัตถุมีไว้เพื่อออกรบ มีหรือจะแพรวพราวเท่าผู้เป็นนาย

“เจ้าอายหรืออิจิโกะ?” ทสึรุมารุยื่นหน้าเข้าไปใกล้ รอยยิ้มกรุ่มกริ่มบนใบหน้าช่างไม่น่าไว้ใจซะยิ่งกว่าตอนกระเรียนขาวอยากกาเรื่องแกล้งคน “คนที่ขอข้าเป็นคนรักก่อนคือเจ้านะ เพิ่งมาอายอะไรตอนนี้”

“ก็ผม....ตอนนั้นท่านทสึรุมารุไม่มองแบบนี้....ซะหน่อย”

“ข้ามองเจ้ายังไงเหรอ?” ทสึรุมารุเข้าไปใกล้จนหัวเข่าของพวกเขาชิดกัน อิจิโกะต้องเบื้อนหน้าหนี ทสึรุมารุใช้ปลายนิ้วเกลี่ยนข้างแก้มสีแดงปลั่งของอิจิโกะมาจนถึงปลายคาง ออกแรงเพียงนิดดวงตาสีทองสองคู่ก็กลับมาสบกันอีกครั้ง “อิจิโกะ...”

“ท่าน....เหมือนจะ....” อิจิโกะกลืนน้ำลายลงคอขณะที่ทสึรุมารุโน้มฝบหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น “กลืนผม...” นิ้วโป้งทสึรุมารุกดลงบนกลีบปากล่างของอิจิโกะ “ทั้งตั...”

ทสึรุมารุจู่โจมอิจิโกะด้วยจูบทันที ไม่รอให้ริมฝีปากน่าลิ้มรสนั้นได้พูดจนจบประโยค ด้วยความที่อิจิโกะไม่ระวังตัวทำให้ทสึรุมารุสามารถส่งลิ้นร้อนเข้ามาหยอกล้อกับลิ้นของเขาได้ ความอุ่นนุ่มภายในปากทำให้อิจิโกะตัวสั่น ทสึรุมารุรู้ก็ยิ่งแกล้ง เขาถอนจูบจากอิจิโกะ เปลี่ยนมากัดริมฝีปากล่างของอีกฝ่ายเบาๆ ฟังเสียงครางแผ่วที่อิจิโกะเผลอให้ได้ยินอย่างพอใจ แล้วจึงป้อนจูบให้อีกครั้ง อิจิโกะไม่คิดว่าจะได้รับจูบแรกที่ร้อนจนแทบละลายขนาดนี้ อยากจะถอยเพื่อตั้งหลักก็ทำไม่ได้ เพราะตนกำลังหมดแรงจนพยุงตัวให้นั่งยังไม่ไหว

“อิจิโกะของข้า” ทสึรุมารุกระซิบพลางจูบปลายคางและมุมปากของอิจิโกะอย่างหลงใหล “ข้าเคยบอกตนเองว่าเป็นดาบที่น่าสงสาร ไม่ได้แม้แต่จะรู้ความคิดของเจ้า” ร่างของอิจิโกะถูกพานอนลงกับฟูก “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าตัวเองโชคดีที่สุด”

ใบหน้าแดงก่ำจากพิษจูบค่อยๆคลี่ยิ้ม “รักครับ....ท่านทสึรุมารุ” มือที่มีผ้าพันแผลของอิจิโกะสัมผัสใบหน้าทสึรุมารุอย่างอ่อนโยน

น่ารักจนยากจะอดทน แต่เมื่อยูกาตะสีฟ้าอ่อนถูกแหวกออกให้เห็นผ้าพันแผลบนไหล่ ทสึรุมารุก็ต้องหยุดตัวเองไว้ เกรงว่าถ้าเขายังไม่หยุดซะตอนนี้คงไปซ้ำแผลคนเจ็บเข้า อิจิโกะมองมือของทสึรุมารุที่เปลี่ยนมาจัดชุดเขาให้เข้าที่ดังเดิม

“เจ้าเป็นคนเจ็บ คนเจ็บก็ต้องพักก่อน”  ถึงจะพูดเหมือนสะกดจิตตัวเอง แต่ก็แอบมองต้นคอกับไหปราร้าที่โผล่พ้นชุดออกมาไม่ได้ “ข้าเป็นคนรักที่ดีและน่ารักของเจ้า  เพราะงั้นนอนซะ” ดาบหนุ่มผมขาวเอนตัวลงนอนข้างตัวอิจิโกะผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาจนติดปลายคางคนเจ็บ ทสึรุมารุตบเบาๆเป็นการกล่อมแถมให้ด้วย

“ครับ น่ารักจนน่าตกใจเลยล่ะ” อิจิโกะถึงกับหลุดหัวเราะ ทสึรุมารุทั้งหน้าบูดทั้งทำหน้าเหนื่อยใจ แต่อิจิโกะรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งทำไปอย่างนั้น

“ไว้เจ้าหายแล้วข้าจะกอดเจ้าจนกว่าจะเช้าเลย”

.............แต่ที่อดทนคงทนจริงๆ

“งั้นราตรีสวัสดิ์นะครับ ท่านทสึรุมารุ” ทั้งที่อายจนควันแทบออกหู พี่ชายคนโตของบ้านอาวาตะกุจิยิ้มให้สามี(?)หมาดๆของตนเองอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงเพื่อเข้าสู่โลกความฝัน และคงจะฝันดีถึงกระเรียนสีขาวที่ห้อมล้อมไปด้วยแสงอันอบอุ่น

ทสึรุมารุมองคนที่นอนอยู่ข้างกันพลางเกลี่ยผมของอิจิโกะเล่นเบาๆ

“เจ้าเข้มแข็งมากอิจิโกะ เพราะได้รู้จักเจ้าที่เป็นแบบนี้ ข้าถึงได้เข้มแข็งด้วย”

สีฟ้าครามที่งดงาม เจ้าเป็นสีสันในชีวิตข้า อิจิโกะ

 

 

END

 **********************************


ตอนพิเศษจะทยอยลงหลังจากนี้
แต่คงลงทั้งตอนไม่ได้ =.,=  แต่จะใช้วิธีไหนคงต้องอไปคิดก่อนค่ะ


 

edit @ 21 Jul 2015 11:24:39 by YokeK.N.

ยังคงติดเกมหนุ่มดาบอยู่ค่ะ
ตอนนี้เรามีที่ชอบอยู่สี่คู่ด้วยกันคือ ปู่ทานุกิ มิทสึคุริ ซึรุอิจิ โคกินากิ ค่ะ
แต่ละคู่จะอยู่ในไทไลท์เดียวกัน แต่เนื่องจากยังไม่ได้โคคิสึเนะมา อาจจะแต่งคู่สุดท้ายแบบช้ามากๆ
เพราะเราอิงตัวละครไม่ได้เลยแต่งไม่ออกค่ะ TwT
 
และแต่ละคู่อาจจะมีตอนพิเศษด้วยค่ะ ^q^ แบบว่าสนองนีสคนเขียน(แฮ่)

ไปๆมาๆตอนนี้คู่ปู่ทานุกิกับมิทสึคุริเป็นคู่ที่ความชอบตีคู่คี่กันมากสำหรับเรา
ประวัติของมิทสึทาดะเราก็พยายามไปหามาทั้งภาษาไทยทั้งภาษาอังกฤษ
(อ่านญี่ปุ่นไม่ออกค่ะ) รวมทั้งประวัติของโอคุริคาระที่มีน้อยจนเหนื่อยใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็พยายามคิดไปในแบบเราด้วย เพราะจะทำให้ฟิคดำเนินเรื่องไปได้

ส่วนเรื่องดาบเป็นคน คนเป็นดาบในฟิคนี้ เราจินตนาการไว้ว่าเป็นวิญญาณสถิตดาบค่ะ
อาจจะออกมาเป็นตัวตนให้เจ้าของกับคนอื่นเห็นได้บ้าง
แต่ซานิวะจะสามารถปลุกขึ้นมาได้แบบเป็นรูปเป็นร่างของมนุษย์ได้เลย ประมาณนี้
เรื่องคำพูดอย่าง ข้า ผม คุณ เราคิดไว้ว่าแล้วแต่สไตรส์การพูดของดาบในเกมค่ะ
กับอีกอย่างคือความเก่าแก่ของดาบ เช่น ปู่จะพูดด้วยภาษาโบราณๆ
 
****************************
 
 

หัวใจคืนกลับ 

 

                “จนกว่าแผลจะหายดี ทำหน้าที่อื่นไปก่อนแล้วกันนะ”

                นั่นเป็นคำพูดของซานิวะที่กล่าวกับโดทานุกิและโอคุริคาระหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา(ซ่อม) โอคุริคาระพ่นลมออกจมูกด้วยความเบื่อหน่าย ถึงไม่ชอบฟังคำสั่งใครแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคัดค้าน ดาบที่ภายนอกเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นจึงรับหน้าที่ดูแลม้าในระหว่างที่ยังต้องพักรักษาตัว

                แต่แทนที่จะได้พักรักษาตัวอย่างสงบสุข ก็ดันเกิดเรื่องให้วุ่นวายกันไปทั้งเรือน มิคาซึกิ มุเนะจิกะที่บอกว่าตัวเองอายุอานามสมควรเป็นคุณปู่ได้แล้ว กลับทำอะไรตรงกันข้ามกับอายุด้วยการเกี้ยวพาราสี(แต่คะชูบอกว่าทำมากกว่านั้น)โดทานุกิ มาซาคุนิ ร้อนถึงซานิวะต้องลงมาจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่คนสูงวัยจะทำอะไรไม่เกรงใจผู้ร่วมเรือนพักมากไปกว่านี้ โชคช่างเข้าข้างมิคาซึกิเสียจริง

 

“.......นายมาสาย” โอคุริคาระพูดกับโดทานุกิเมื่อเห็นอีกฝ่ายรีบร้อนมาที่คอกม้าหลังจากเลยเวลามานานโข

“โทษทีๆ” โดทานุกิรับเสียงเหนื่อยๆ “ต้องแต่งตัวให้ปู่น่ะ ใส่ก็ใส่ยาก ถอดก็ถอดยาก ไหนจะ....” คนบ่นเงียบลงทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ เขามองโอคุริคาระด้วยสีหน้าหนักใจ “ข้าหมายถึงช่วยแต่งตัวให้เพราะปู่นั่นทำอะไรเองไม่เป็นเท่านั้นเองนะ!”

“.......ฉันไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย” เด็กหนุ่มไม่ได้โกหกซะทีเดียว ในเมื่อโดทานุกิอยู่ในฐานะคู่รักของมิคาซึกิแล้ว จะแต่งตัวให้ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่ใช่ธุระของผู้อื่น

“ให้ตายสิ.....” โดทานูกิเอามือลูบหน้าตัวเองที่ยังขึ้นสีแดง “ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้” แม้น้ำเสียงจะดูหนักใจแต่แววตากลับตรงกันข้าม โอคุริคาระรู้ว่าแววตาเช่นนั้นคือแสดงความรู้สึกใด

รัก

ไม่จำเป็นต้องให้ซานิวะยื่นมือมาช่วย มิคาซึกิก็สามารถคว้าหัวใจโดทานุกิไว้ได้ตั้งแต่แรกเห็น เพียงแค่โดทานุกิยังไม่อยากจะตอบรับ นั่นคือความดื้อดึงของดาบที่ถูกสร้างมาเพื่อการรบ แต่...

“สักวันนึงนายก็ต้องยอมแพ้” โอคุริคาระพูดขึ้น “ไม่มีทางที่จะปฎิเสธไปได้ตลอด นายแพ้ให้เขาตั้งแต่ที่นายรู้สึกแล้ว” โดทานุกิประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้สนิทกันขนาดจะพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะกับเรื่องทำนองนี้

โอคุริคาระโยนแปลงสำหรับแปลงขนให้ม้าลงกล่องเครื่องมือแล้วเดินสวนโดทานุกิออกไปจากคอกม้า สีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงเรียบเฉย นำเสียงเมื่อครู่ไม่ได้บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกใดแต่ในใจกลับมีอย่างเต็มเปี่ยม

“นายแพ้ให้เขาตั้งแต่ที่นายรู้สึกแล้ว”

พูดออกไปเหมือนเตือนแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ นั่นคือตัวเขาที่ไม่สามารถปฎิเสธความรู้สึกได้ ทั้งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเกินความจำเป็น แต่สุดท้ายตัวเองก็พ่ายแพ้อย่างหมดท่า

 

นานแค่ไหนก็ยังจำได้ วันที่ตนเองได้มาเป็นดาบคู่กายอีกเล่มหนึ่งของดาเตะ มาซามุเนะ ในตอนนั้นขณะที่โอคุริคาระรับฟังนายท่านชื่นชมกับรอยสลักมังกรบนดาบ เด็กหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะไม่สบเข้ากับดวงตาสีทองคู่หนึ่ง ซึ่งมองตรงมายังเขาด้วยความสนใจ แต่ยิ่งแสร้งทำเป็นว่าไม่รับรู้ใจก็พลานเต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็น โอคุริคาระหยุดความหงุดหงิดต่อเสียงเต้นของหัวใจด้วยการหันไปสบตากับโชคุไดคิริ มิทสึทาดะ

และนั่นทำให้เขาพ่ายแพ้ให้แก่ดาบตรงหน้าเป็นครั้งแรก

 

“.....บ้าเอ้ย” เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่ใต้ต้นซากุระที่ออกดอกผลิบานสวยงาม หวังว่าการมองความงามของมันจะช่วยให้ใจสงบลงได้แต่น้ำเสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง

“คุริจัง งานวันนี้เสร็จแล้วเหรอ?” มิทสึทาดะเพิ่งกลับมาจากทำงานไร่ ตระกล้าในมือจึงเต็มไปด้วยผักที่ถูกดูแลอย่างดี “อู้งานไม่ดีนา เท่ก็ไม่เท่แถมยังจะถูกท่านเจ้าบ้านก็บ่นอีก” หนุ่มคาดตาพูดอย่างอารมณ์ดีแม้โอคุริคาระจะทำหน้าบึ้งตึงใส่

“......ช่างฉันเถอะ” โอคุริคาระพูดห้วนๆ ซ้ำยังหันหน้าหนีไปทางอื่น มิทสึทาดะถอนใจแต่เขาก็ยังยิ้มให้เพราะคุ้นชินกับเด็กหนุ่มเจ้าปัญหาไม่ยอมคบใครคนนี้เป็นอย่างดี

ดีจนรู้สึกเสียใจกับความห่างเหินที่มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ ถ้าไม่ได้อยู่กันเพียงลำพังพวกเขาจะทำตัวเหมือนปกติ เป็นแค่ดาบสองเล่มที่เคยร่วมรบกับนายคนเดียวกัน ไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดนอกจากนั้น

โอคุริคาระยังทำมองไปทางอื่นเมื่อดวงตาโหยหาของมิทสึทาดะยังไม่ละไปจากเขา รู้สึกอึดอัดทั้งหงุดหงิดใจไม่น้อย เด็กหนุ่มเลือกที่จะเดินหนีแต่มิทสึทาดะเรียกไว้

“ซากุระติดอยู่ตรงนี้นะ” ดาบหนุ่มยื่นมือมาปัดกลีบดอกไม้สีชมพูออกให้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลเบาๆอย่างจงใจ

โอคุริคาระรีบปัดมือมิทสึทาดะออก “อย่ามาจับนะมิทสึทาดะ” ดวงตาสีทองทั้งโกรธทั้งหวั่นไหวจนสั่นคลอน

“คุริจัง....”

“มิทสึทาดะ นายท่านให้ไปพบ” เฮชิคิริ ฮาเซเบย์ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักพูดแทรกระหว่างดาบหนุ่มทั้งสองโดยไม่สนใจว่าเขาจะเสียมารยาทหรือมาอยู่ในเหตุกาณร์ชวนกระอักกระอ่วน “เร็วเข้าสิ ให้นายท่านรอนานใช้ได้ที่ไหนกัน” ดาบที่เคร่งครัดต่อการรับใช้ผู้เป็นนายพูดเตือน

“อ่า...” มิทสึทาดะรับคำอย่างเสียมิได้

ฮาเซเบย์หันมามองโอคุริคาระด้วยสายตาตำหนิ โอคุริคาระจ้องตาอีกฝ่ายกลับเช่นกัน จนมิทสึทาดะเดินห่างออกไปแล้วฮาเซเบย์จึงยอมเปิดปากพูด
                “เมื่อไหร่เธอจะเลิกโทษเขาสักที” แม้จะเพียงเล็กน้อยฮาเซเบย์เห็นไหล่ของโอคุริคาระสั่น “รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงว่ามิทสึทาดะเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้”

ทั้งเรื่องที่มิทสึทาดะต้องไปอยู่กับตระกูลโทกุกาวะ ทั้งเรื่องไฟไหม้ ฮาเซเบย์ได้รู้จากปากของสหายเก่าเอง ชายหนุ่มได้รู้ไปถึงความรู้สึกของมิทสึทาดะที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวคนนี้ด้วย

 “..............”

ฮาเซเบย์กอดอกพลางมองโอคุริคาระ “ผมไม่อยากให้นายท่านสังเกตเห็นความไม่ลงรอยนี้หรอกนะ จะเป็นห่วงซะเปล่าๆ”

“ไม่คิดจะให้มาห่วงสักหน่อย....”

เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากปากโอคุริคาระ ฮาเซเบย์ก็เข้ามายืนประจันหน้ากับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มตรงๆ “ท่านซานิวะเป็นห่วงดาบทุกเล่มด้วยความจริงใจ ไม่เว้นแม้แต่นายที่ดื้อดึงกับท่านแบบนี้” โอคุริคาระยังคงยืนนิ่งเพื่อรับการรับโจมตีหากอีกฝ่ายคิดจะสู้ด้วย

หากมีดาบอยู่ในมือตอนนี้ฮาเซเบย์คงขอท้าสู้กับโอคุริคาระไปแล้ว แต่นั่นก็จะทำให้นายท่านมีปัญหาเพราะทำให้ขาดกำลังพล ดาบหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนข่นความไม่พอใจไว้แล้วถอยออกมา ก่อนที่จะเดินกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ต่อ

ซากุระไหวตามแรงลม ความงดงามของดอกไม้นี้ไม่ได้ทำให้โอคุริคาระรู้สึกอยากชื่นชมมันเลยสักนิด ในใจเขาตอนนี้กลับมาแต่เมฆฝนและพายุแห่งความสับสนวุ่นวาย ดื้อดึง ไม่อยากที่จะยอมรับ คำพูดทุกอย่างของเฮชิคิริ ฮาเซเบย์ถูกต้องทุกประการ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องพบเจอกับชะตากรรมอันแสนสาหัส แต่เพราะไม่รู้จะบรรเทาความเจ็บปวดของตนเองได้อย่างไร เขาจึงกล่าวโทษว่าการลาจากที่ไม่มีวันหวนคืนในครั้งนั้น เป็นความผิดของมิทสึทาดะแต่เพียงผู้เดียว

 

****************************

 

“นี่เป็นปัญหาของผมกับคุริจังแค่สองคนเท่านั้น ฮาเซเบย์คุงก้าวก่ายแบบนี้ไม่ดีเลยนะ” ตั้งแต่ที่รู้ว่าท่านซานิวะไม่ได้เรียกหาตน มิทสึทาดะก็รีบย้อนกลับมาหาเพื่อนร่วมเจ้านายเก่า ชายหนุ่มทันได้เห็นการปะทะคารมกันระหว่างฮาเซเบย์กับโอคุริคาระ สาเหตุนั่นก็มาจากปัญหาของเขาเอง

“ผมพูดเพื่อนายท่าน ไม่ถือว่าก้าวก่าย” ดาบหนุ่มผมสีอ่อนปฎิเสธหน้าตาย

“นั่นน่ะ...”

“จงใจปล่อยไปแบบนั้น ระวังจะแย่ยิ่งกว่าเดิม” คำถามของฮาเซเบย์ทำเอามิทสึทาดะสะอึก

 “เรื่องนั้นข้าก็เห็นด้วยนา” เสียงพูดขัดจังหวะดังมาจากบนหลังคาใกล้กันกับที่มิทสึทาดะและฮาเซเบย์ยืนอยู่ ซึรุมารุ คุนินากะ ห้อยตัวลงมาจากหลังคา กระเรียนหนุ่มม้วนตัวลงมาอย่างคล่องแคล่วจนเกือบลืมไปว่าอายุอานามนั้นหลักพันขึ้นไปแล้ว “รีบๆทำความเข้าใจกันซะ เจ้าน่ะเอาแต่พูดว่า นั่นไม่เท่ นี่ไม่เท่ คิดว่าตัวเองตอนนี้เท่นักหรือไง?” ซึรุมารุเท้าเอวมองมิทสึทาดะ

มิทสึทาดะขยี้ผมที่จัดทรงไว้อย่างดีของตัวเองเมื่อถูกรุมเร้าโดยดาบทั้งสองเล่มตรงหน้า “มันก็ไม่เท่ตั้งแต่ผิดคำพูดแล้วล่ะ”

 

“ผมจะอยู่กับเธอตลอดไป”

คำพูดที่กล่าวออกไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ไว้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็พอใจที่จะอยู่เคียงข้างเสมอ ต่อให้โอคุริคาระที่ดื้อดึงพยายามปฎิเสธว่านั่นไม่ใช่คำบอกรัก สุดท้ายก็ยินยอมให้มิทสึทาดะก้าวเข้ามาในหัวใจ แม้ได้รับความรักมาแล้วแต่มิทสึทาดะไม่เคยเลิกพูดคำหวานนั้น เพราะเชื่อจริงๆว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

จนกระทั่งตัวเขาต้องถูกส่งไปให้กับผู้ถือครองคนใหม่แห่งตระกูลโทกุกาว่า

คำพูดจึงแปรเปลี่ยน

“ขอโทษนะที่ผมอยู่กับเธอไม่ได้แล้ว”

และเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อีกจนกระทั่งวาระสุดท้ายในการคงอยู่บนโลกใบนี้

 

“ผมพูดขอโทษหลายครั้งจนคุริจังเบื่อที่จะฟังแล้วล่ะมั้ง” มิทสึทาดะยิ้มเศร้า คำขอโทษถูกกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านบานเลื่อนที่เจ้าของห้องขังตัวเองไว้ไม่ยอมให้พบหน้ากันก่อนจาก แม้แต่ตอนที่ดาบโชคุไดคิริ มิทสึทาดะถูกทำลายด้วยไฟร้อนจากเหตุแผ่นดินไหว ขณะวิญญาณกำลังจะแตกสลายเขาก็ยังพูดขอโทษกับโอคุริคาระ “ไม่อยากทำร้ายเด็กคนนั้นด้วยคำพูดของผมอีก แค่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็พอ” อย่างน้อยได้เห็นหน้าโอคุริคาระทุกวัน ไม่ใช่ในความทรงจำที่ได้แค่หวนคิดถึง

“ดูเหมือนคนที่ดื้อจะไม่มีแค่โอคุริคาระคนเดียวนะ” ฮาเซเบย์ถอนใจ เขาเข้าไปดึงตระกล้าผักออกจากมือมิทสึทาดะ “แล้วแต่นายแล้วกัน ผมจะไปทำงานต่อล่ะ” ฮาเซเบย์หมายถึงหน้าที่ทำอาหารที่วันนี้

ซึรุมารุโบกมือลาดาบหนุ่มผมสีอ่อนก่อนจะหันกลับมาหามิทสึทาดะอีกครั้ง “เจ้าเด็กน้อย ช่างไม่รู้จักหาความสุขซะบ้างเลย เกิดเรื่องน่าตกใจที่พวกเจ้าได้มาอยู่ด้วยกันอีกแท้ๆ” ซึรุมารุพูดอย่างดาบที่ผ่านโลกมามากกว่าแต่ความคึกคักเขายังไม่หายตามวัย

“ก็มัน....”

“ชู่ว-“ มิทสึทาดะจะพูดต่อแต่ซึรุมารุกลับทำเสียงว่าให้เงียบซะ หนุ่มผมขาวเข้าไปกระซิบข้างหูดาบหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขาหลายร้อยปี “เป็นข้านะ รวบหัวรวบหางจับทำความเข้าใจกันไปแล้ว” มิทสึทาดะตาโตมองคนตรงหน้า ซึรุมารุยิ้มให้แล้วเดินฮัมเพลงจากไปอีกคน  

“....สมเป็นพวกทำอะไรให้คนอื่นตกใจจริงน้า” การพูดคุยกับคนหลายคนในวันนี้ทำมิทสึทาดะเหนื่อยไม่น้อยเลย แต่คำพูดของฮาเซเบย์กับซึรุมารุทำให้เขาหวั่นไหวไหม

มากทีเดียวเชียวล่ะ

“แค่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็พอ” พูดให้ตัวเองดูดี จริงๆแล้วมันไม่พอเลยสักนิด.... อยากให้ความห่างเหินนี้หายไป อยากได้ความรักที่เคยเป็นของกันและกันคืนมา อยากจะพูดคำนั้นกับเธออีก “ผมจะอยู่กับเธอตลอดไป”

มิทสึทาดะมองต้นซากุระที่ไหวตามแรงลม นึกถึงดอกซากุระที่เขาหยิบออกจากเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่ม “......เป็นผู้ชายโลเลไม่เท่เหมือนซึรุมารุพูดซะแล้วสิ” 

 

******************************

 

ฉันอยู่คนเดียวได้ จะตายเพียงลำพังก็ไม่เสียใจ แม้จะได้รับชื่อจากเจ้านายเพียงคนเดียว และถึงจะได้เจอกับนาย ความคิดของฉันก็ยังไม่เปลี่ยนไป มันแค่....มีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นมาด้วยเท่านั้น

 

โอคุริคาระไม่คิดจะสนิทกับมิทสึทาดะดาบแสนรักของดาเตะ มาซามุเนะมากนัก แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดเช่นนั้น จะด้วยนิสัยของเจ้าตัวหรืออะไรก็ช่างที่ทำให้มิทสึทาดะอยากเข้ามาทำความรู้จักกัน โอคุริคาระทำเป็นเมินเฉยต่ออีกฝ่ายแม้หัวใจเขาจะเต้นจนน่ารำคาญ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่พวกเขาคุยกันมากขึ้น ในยามรบก็รู้ใจกันมากพอจะไว้ใจให้ระวังหลัง และมากพอที่จะเชื่อคำพูดหวานหูว่าจะเป็นจริง มิทสึทาดะเข้ามาในจิตใจนี้ได้ทั้งที่โอคุริคาระระวังมันเป็นอย่างดี

เขาพ่ายแพ้อย่างหมดท่า

 

 

ไม่รู้ว่าซานิวะมีญานทิพย์หรือสีหน้าของโอคุริคาระแสดงออกมากถึงความหงุดหงิดเหลือคนา ซานิวะจึงยอมให้โอคุริคาระติดตามกลุ่มของอิจิโกะ ฮิโตฟุมิออกมาทำภารกิจปราบปีศาจได้ แม้ว่าภารกิจจริงของการเดินทางในครั้งนี้คือการฝึกฝนเหล่าเด็กมีดสั้นตระกูลโทชิโร่

มาเอดะ ฮิราโนะ มิดาเระ และโกโคไต ทำหน้าที่เป็นแนวหน้า โอคุริคาระกับอิจิโกะคอยระวังให้เด็กๆอยู่แนวหลัง อิจิโกะยิ้มน้อยๆกับเด็กหนุ่มที่ปากบ่นว่าไม่ชอบถูกสั่งแต่ก็ทำหน้าที่สนับสนุนให้เป็นอย่างดี ภารกิจฝึกฝนราบรื่นจนเกือบตลอดรอดฝั่ง หากว่าโกโคไตลงดาบครั้งสุดท้ายอย่างใจเย็นกว่านี้

เด็กชายผมเงินความพยายามที่จะสู้ให้ได้ทัดเทียมกับพี่น้อง ทำให้เขาลนลานเกินไป การโจมตีครั้งสุดท้ายจึงไม่เข้าจุดตาย เปิดโอกาสให้ศัตรูได้สวนกลับ ไวกว่าความคิดอิจิโกะพุ่งเข้ามากันน้องชายเอาไว้ได้ทัน โอคุริคาระใช้จังหวะที่ศัตรูเบนความสนใจไปที่อิจิโกะเข้าประชิดจากด้านหลังและแทงตัดขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ

“พี่อิจิ!!” โกโคไตร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นแผลของอิจิโกะ

“ไม่เป็นไรๆ” อิจิโกะกุมแผนถูกฟันที่แขนของตนเอง เลือดออกมากจนน่ากลัว มิดาเระต้องพยุงอิจิโกะไว้เพราะเด็กชายเริ่มร้องไห้ ส่วนมาเอดะกับฮิราโนะรีบเข้ามาดูพี่ชายคนโตเพื่อจะปฐมพยาบาล

“ถอย” โอคุริคาระดันมาเอดะออกไปก่อน เขาจับแขนอิจิโกะยกขึ้นเพื่อดูว่าลึกเข้าถึงกระดูกหรือไม่ อิจิโกะลองขยับมือดูแล้วว่าปกติดี โอคุริคาระจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมาเอดะกับฮิราโนะต่อ

“เธอนี่ เป็นเด็กดีกว่าที่คิดนะ” อิจิโกะหัวเราะเบาๆตอนที่เห็นโอคุริคาระตรวจดูแผลให้เขา บอกไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครแท้ๆ

“....ไม่ใช่สักหน่อย” เด็กหนุ่มมองไปทางอื่น

“พี่...พี่อิจิ” โกโคไตเข้ามาหาพี่ชายหลังหายจากอาการตกใจแล้ว แต่น้ำตาของเด็กชายก็ยังไหลไม่หยุด “ขอโทษฮะ เพราะผมทำให้พี่...”

“นี่น่ะ พี่ผิดเองต่างหาก” โอคุริคาระหันมามองรอยยิ้มของอิจิโกะ เมื่อชายหนุ่มผมสีครามลูบหัวปลอบใจน้องชายพลางพูดปลอบใจ “ถ้าพี่ฝึกเธอให้ดีกว่านี้ โกโคไตคงจัดการปีศาจนั่นได้”  

“แต่ว่า...แต่ว่า” เด็กชายผมเงินยังสะอื้น กำมีดสั้นประจำกายไว้แน่นจนมือแดง

“ถ้ารู้สึกผิด....คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้นะ” อิจิโกะลูบหัวน้องชายเบาๆ “แบบนั้นพี่จะดีใจมาก”

“ฮะ คราวหน้าผม....จะทำให้ดีกว่านี้!” โกโคไตรับคำเสียงหนักแน่น มิดาเระเข้ามาจูงมือเด็กชายไปสงบอารมณ์เพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้น

“.......ทำไมถึงบอกว่าตัวเองผิด”

อิจิโกะหันมองโอคุริคาระที่เดินรั้งท้ายแถวด้วยกัน น่าแปลกที่ถูกถามอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ เรื่องดูแผลนั้นเป็นอีกเรื่อง ถึงจะสงสัยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าอิจโกะก็ไม่ถามออกไป “ในสนามรบ จะให้ปกป้องน้องๆตลอดไปคงเป็นไปไม่ได้” เพราะพวกเขาดาบถูกสร้างมาเพื่อนักรบ เมื่อถึงคราวที่ต้องออกไปสู้ไม่ว่าคนหรือปีศาจก็ต้องสู้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง “แค่จิตใจของพวกเขาเท่านั้น ที่ผมอยากจะปกป้องไว้” อิจิโกะขยับแขนเขาให้โอคุริคาระดู “ให้พวกเขาอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แค่นี้สบายมาก” พี่คนโตของตระกูลโทชิโร่ยิ้มอ่อนโยน

ช่างเหมือนกับใครบางคนที่มักระบายรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ

เขา.....ได้รับการปกป้องงั้นเหรอ?

 

**********************

 

“กลับมาแล้วจ้า-----” มิดาเระพูดเสียงสดใสให้กับซานิวะที่รอรับพวกเขาอยู่หน้าเรือนพักเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเด็กๆทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ พวกเขาแข็งแกร่งมากพอที่จะไปร่วมภารกิจกับดาบรุ่นพี่คนอื่นๆแล้ว

“ดูแลเป็นอย่างดีเลยนะคุณพี่” ซึรุมารุทักอิจิโกะที่มีผ้าพันแผลพันแขนไว้ นอกจากที่แขนแล้วหนุ่มผมครามไม่มีบาดแผลอื่นๆ ด้วยว่าโอคุริคาระรับผิดชอบในการระวังหลังให้เขานำทัพน้องๆจนผ่านมาได้ด้วยดี

“ก็เป็นพี่ชายนี่ครับ” การที่อิจิโกะยังคงยิ้มได้อยู่ทำให้ซึรุมารุโล่งอกไม่น้อย ที่จริงต้องเป็นเขาที่ไปช่วยอิจิโกะพาเด็กๆไปฝึกแท้ๆ แต่เพราะซานิวะบอกว่าโอคุริคาระดูหงุดหงิงมากเกินกว่าจะให้อยู่เฉยๆต่อได้ ซึรึมารุเลยต้องยอมผลัดหน้าที่กัน

“หวังว่าโอคุริคาระจะเป็นเด็กดีให้เจ้าชมบ้าง” หนุ่มผมขาวพยักเผยิบไปทางโอคุริคาระที่เอาแร่เหล็กที่เก็บเจอระหว่างทางไปให้ซานิวะ

“เขาเป็นเด็กดีมากทีเดียว” อิจิโกะหัวเราะกับผู้ปกครองจำเป็นตรงหน้า “แต่ผมแปลกใจมากกว่าที่ท่านซึรุมารุวันนี้ดูเป็นคุณปู่ที่ห่วงหลานๆดีนะครับ”

“อย่างข้าถือเป็นพี่ชายน่าจะดีกว่านะ” เมื่อถูกแซวจากอิจิโกะที่ค่อยปรามเขาอยู่บ่อยๆเรื่องแกล้งคน ซึรุมารุก็ชักอดมั่นเขี้ยวไม่ได้ เขาตรงเข้าไปอุ้มอิจิโกะต่อหน้าน้องๆ “เอ้าๆ ได้เวลาพาคนเจ็บไปรักษาแล้ว”

“ท่านซึรุมารุ! มะมะ ไม่ต้องอุ้มก็ได้”

“ปล่อยพี่อิจินะ!” พอเห็นพี่ชายถูกแกล้ง อาคิตะก็เข้ามาเกาะเอวซึรุมารุ ตามด้วยโกโคไตที่เข้ามาช่วยอีกแรง แต่ทั้งสองก็สู้แรงดาบหนุ่มไม่ได้อยู่ดี ซึรุมารุยังเดินตามอิชิคิริมารุไปทั้งที่อุ้มอิจิโกะและมีเด็กๆตระกูลโทชิโร่เกาะเอวถึงสองคน

“คนเจ็บจะได้พักไหมล่ะนั่น” มิทสึทาดะมองความชุลมุนด้วยความขบขัน “คุริจังเป็นเด็กดีตามที่คุณซึรุมารุว่าหรือเปล่า?” ถามไปอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะโกรธแต่มันอดหยอกไม่ได้จริงๆ หน้าของโอคุริคาระบึ้งตึงไม่น้อยเลยเมื่อได้ยินคำพูดของมิทสึทาดะ เด็กหนุ่มพ่นลมออกจมูกระบายความหงุดหงิดแล้วเดินหนี “อย่างอนกันขนาดนั้นน่า ผมก็แค่ถามเฉยๆ” มิทสึทาดะเดินตาม ชายหนุ่มสังเกตเห็นรอยขาดที่ถุงมือซ้ายของโอคุริคาระ มิทสึทาดะดึงมืออีกฝ่ายมาดูโดยลืมไปว่าโอคุริคาระไม่ชอบให้เขาจับตัว แต่แทนที่จะถูกปัดออกเหมือนทุกทีโอคุริคาระกลับมีท่าทีที่สงบจนน่าแปลกใจ

“....ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม” เด็กหนุ่มดึงมือกลับเมื่อเห็นว่ามิทสึทาดะไม่ได้พูดเซ้าซี้เรื่องแผลบนผ่ามือต่อ

มิทสึทาดะมองตามแผ่นหลังของโอคุริคาระไปราวกับได้รู้ถึงบางอย่าง หากว่าเขาไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายดีพอ มิทสึทาดะคงเข้าใจว่าโอคุริคาระเลิกเกลียดตนแล้ว แต่ไม่ใช่ เขารู้สึกได้ถึงความเย็นชาห่างเหินกว่าทุกครั้งที่โอคุริคาระแสดงออก ราวกับว่าโอคุริคาระจะไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

“จงใจปล่อยไปแบบนั้น ระวังจะแย่ยิ่งกว่าเดิม”

หรือจะเป็นอย่างที่ฮาเซเบย์พูด.... มิทสึทาดะร้อนใจ เขารีบเข้าไปคว้ามือโอคุริคาระไว้เมื่อเดินตามเด็กหนุ่มมาจนเกือบถึงห้องพัก เหมือนเดิมโอคุริคาระไม่แสดงท่าทีต่อต้าน ถึงชักสีหน้าไม่พอใจแต่ก็แค่นั้น

“อะไรของนาย”

 “มีอะไรหรือเปล่า?” มิทสึทาดะถามกลับด้วยคำถามเดียวกัน

โอคุริคาระมองมิทสึทาดะนิ่งๆ หากว่าอีกฝ่ายรู้ตัวช้านั่นสิถึงจะเรียกว่าแปลก การรู้จักกันมาก่อนเป็นอะไรที่น่ารำคาญไม่น้อย จะซ่อนสิ่งใดจากอีกฝ่ายนั้นยากยิ่งกว่าซ่อนไม้ในไม้เสียอีก

โอคุริคาระจะตอบไปว่า ไม่ แต่แล้วก็หยุดคิด “ฉัน....” ก่อนที่จะพูดใจจริงออกมา “จะเลิกคิดเรื่องของนายแล้ว” เด็กหนุ่มหันหน้าหลบสายตามิทสึทาดะ “ไม่ได้อยากให้นายมาปกป้อง” ความเจ็บปวดที่เห็นแก่ตัว เขาไม่ต้องการความรู้สึกนั้นอีกแล้ว “นาย....ไม่ใช่คนผิดอีกต่อไปแล้วมิทสึทาดะ”

ไม่ใช่คนผิดอีก....หมายถึงควรจะดีใจที่ไม่ถูกเกลียดแล้ว แต่มิทสึทาดะกลับไม่รู้สึกดีใจทีทุกอย่างจบลงด้วยดี แม้จะถูกเกลียดแต่เพราะรู้ว่าตนเองเป็นที่รักของเด็กหนุ่มมากขนาดไหน ยิ่งโอคุริคาระผลักไสมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงมิทสึทาดะอยู่ในใจของโอคุริคาระมากเท่านั้น

ถึงได้ยอมเป็นคนผิดทั้งที่ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง

ที่ว่าไม่อยากทำให้โอคุริคาระเจ็บปวดอีก มันก็แค่ข้ออ้างที่ยังอยากมีตัวตนอยู่ในความคิดคำนึง

เพราะอยากอยู่กับเธออีกครั้งจริงๆ

ไร้ทั้งเสียงและแรงรั้งจากคนตรงหน้า เด็กหนุ่มจึงดึงมือตนเองออกจากการจับกุม ทุกอย่างน่าจะจบลงอย่างที่โอคุริคาระคิดแต่มิทสึทาดะกลับคว้าตัวเด็กหนุ่มไว้ สองแขนโอบกอดตัวไว้แน่นจนทำให้ดิ้นไม่หลุด

“มิทสึ....!”

“ผมไม่ได้ปกป้องอะไรเลย” มิทสึทาดะชิงพูดก่อนที่คนในอ้อมแขนจะอาละวาด “ถ้าคุริจังจะมองว่าผมเป็นคนดีแบบนั้นก็ดีใจอยู่หรอกนะ” ชายหนุ่มหัวเราะน้อยๆเขาซบหน้าลงกับบ่าของเด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่ากันไม่มาก “ที่จริงแล้วผมทำเพื่อให้ได้อยู่กับคุริจังต่างหาก”

ไฟนั้นร้อน เจ็บปวด และทรมาน

ในความทรมานนั้นก็มีความเจ็บปวดอยู่อีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือการไม่ได้อยู่กับเธออีกแล้ว

“ยอมให้คุริจังเกลียดยังจะดีซะกว่าถูกลืมเป็นไหนๆ” อ้อมแขนของมิทสึทาดะแน่นขึ้น โอคุริคาระที่อยู่ในอ้อมแขนมีตัวตนจริงไม่ใช่แค่ภาพที่เขาคิดยามที่คิดถึงจนแทบขาดใจ “เพราะผมอยากกับคุริจังตลอดไป”

“หุบปาก!” โอคุริคาระใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักมิทสึทาดะออก ทั้งที่พยายามข่มความรู้สึกให้ได้ แต่สุดท้ายโอคุริคาระก็หมดความอดทน “นายรู้อยู่ว่ากำหนดชีวิตตัวเองไม่ได้....” ทำไมเขาต้องแพ้ให้มิทสึทาดะทุกครั้งด้วย “ยังจะพูดว่าตลอดไปออกมาง่ายๆอีกทำไม”

“พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการมันผิดตรงไหน!” มิทสึทาดะเป็นฝ่ายขึ้นเสียงบ้าง ต่อให้ต้องบังคับเขาก็จะให้โอคุริคาระรู้ให้ได้ว่าตนเองรู้สึกเช่นไร “ผมรู้อยู่ว่าไม่ใช่เจ้าของชีวิตตัวเอง ถ้านายท่านสั่ง ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหรืออะไรก็ไม่มีทางขัดได้แต่ผมก็มีความต้องการของตัวเองเหมือนกัน” ดาบหนุ่มค่อยๆลดเสียงของตนเองลงจนเหมือนเป็นการอ้อนวอน “อยากอยู่ด้วยกัน นานแค่ไหนก็ได้ มีแค่ความคิดนี้เท่านั้นที่อยากให้คุริจังรู้”

“....รู้แล้วยังไง” โอคุริคาระกำมือแน่น แผลที่มือเจ็บแปล๊บและมีเลือดหยดลงพื้นแต่เขาไม่สนใจ “จะให้เชื่ออีกหรือว่ามันจะเป็นจริง” มิทสึทาดะได้แต่ยิ้มเศร้า เขายื่นมือเข้าไปจับมือนั้นไว้ โอคุริคาระไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด

“ผมจะรักษาคำพูดของตนเองไว้เท่าที่ผมสามารถทำได้” มิทสึทาดะดึงถุงมือของเด็กหนุ่มออกแล้วใช้เนคไทของตัวเองพันแทนผ้าพันแผลให้

“นายมัน....นั่นใช่ตลอดไปซะที่ไหน” อาจจะช้าไปแล้วที่จะไม่ให้ตนเองแพ้ทางมิทสึทาดะอีก เพราะเมื่อถูกกอดอีกครั้งโอคุริคาระกลับปล่อยให้มิทสึทาดะกอดไว้อย่างง่ายดาย

น่าแปลกจริงๆทั้งที่เคยเจ็บปวดจนไม่อยากจะเข้าใกล้ แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม

เหมือนร่างกายจะรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้ความเจ็บปวดบรรเทาลงไปได้

 

“ที่บอกว่าไม่สนใจผมแล้ว อย่าคิดแบบนั้นได้ไหม?” ชายหนุ่มถามหลังจากที่โอคุริคาระทำตัวว่าง่ายขึ้น

“ปกติก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ทั้งนายทั้งซึรุมารุนั่นล่ะ” มิทสึทาดะอดหน่ายใจกับความคิดที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของโอคุริคาระไม่ได้ แต่มันนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกรักเด็กเจ้าปัญหาคนนี้เลย

“หมายถึงแบบคนรักกันต่างหาก”

“....มิทสึทาดะ” โอคุริคาระเสียงขุ่น เขาขยุ้มผมของมิทสึทาดะจนเสียทรงไปข้างนึงแต่คนหวงเท่ก็ไม่ยอมคลายอ้อมแขน กลับกอดไว้แน่นจนตัวแทบลอยจากพื้น “ฮึ่ย...” โอคุริคาระไม่รู้ว่าจะทำยังไง ให้รับคำง่ายๆก็เหมือนว่าเขาแพ้มิทสึทาดะอีก แต่ว่า....

“อยากอยู่ด้วยกัน นานแค่ไหนก็ได้”

อยากให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ลังเลอยู่สักครู่ โอคุริคาระก็โอบมิทสึทาดะไว้หลวมๆ เด็กหนุ่มยอมซบบ่ากว้างที่เขาเคยใช้หนุนนอนมาก่อน แม้จะผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังให้ความรู้สึกดีไม่เปลี่ยน เมื่อได้รับการตอบรับมิทสึทาดะก็จูบโอคุริคาระเบาๆศีรษะ เขายังคงจำได้ว่าผมสีน้ำตาลเข้มนุ่มและหอมเพียงใด ดีใจที่มันไม่ใช่ฝันไว้หลอกตัวเองว่าจะได้สัมผัสอีกครั้ง

“โอคุริคาระ....” เจ้าของชื่อสะดุ้งเมื่อถูกเรียกชื่อด้วยเสียงนุ่มข้างหู โอคุริคาระรู้ดีว่ามิทสึทาดะจะเรียกชื่อเต็มของตนเองเมื่ออยู่ในอารมณ์ใด ไม่ทันได้ออกปากทักท้วง มิทสึทาดะก็ดันร่างโอคุริคาระเข้ากับกำแพง ใบหน้าพวกเขาห่างกันเพียงช่วงลมหายใจ

“ขอโทษนะ....ผมนี่ไม่เท่เลยจริงๆ....” ดวงตาสีทองของมิทสึทาดะราวกับมีไฟวูบไหวอยู่ภายใน เสียงนุ่มที่ปกติจะอ่อนโยน ในตอนนี้กลับแหบพร่า โอคุริคาระเผลอเลียริมฝีปากของตนเองเมื่อรู้สึกกระหายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ การกระทำนั้นช่างยั่วยุให้คนมองขาดสติ มิทสึทาดะก้มลงจูบริมฝีปากสีน้ำผึ้งเมื่อเขาอดใจไว้ไม่ได้แล้ว โอคุริคาระส่งเสียงประท้วงนิดๆ รสสัมผัสช่างคุ้นเคยจนอดไม่ได้ที่จะอ่อนโอนไปตามที่อีกฝ่ายนำ

เพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายที่ได้ดื่มด่ำรสหวานของจูบมากกว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โอคุริคาระถึงได้ยอมให้ลิ้นอุ่นของมิทสึทาดะเข้ามาในโพรงปาก เด็กหนุ่มเบียดตัวเข้าหามิทสึทาดะทั้งที่เป็นฝ่ายถูกกักตัวไว้กับกำแพง หนุ่มผมดำส่งเสียงครางในลำคออย่างพอใจ เขาวางมือบนเอวของเด็กหนุ่มและลูบมันอย่างหลงใหล โอคุริคาระสะดุ้งเมื่อมือใหญ่ของมิทสึทาดะลงไปยังบั้นท้ายของเขา

สำหรับพวกเขาทั้งสองในเรื่องนี้ไม่เคยมีใครได้เป็นฝ่ายนำไปตลอด โอคุริคาระมักจะทำตามความต้องการของตนเองเสมอ แล้วมิทสึทาดะก็ชอบให้โอคุริคาระเอาแต่ใจมากเสียด้วย แต่บางครั้ง....

“พอแล้ว....” เด็กหนุ่มผมน้ำตาลดันมิทสึทาดะออกห่าง “จะไปทำแผล”

“เอ๋------!!” มิทสึทาดะร้องเสียงหลง “คุริจัง แบบนี้มันใจร้ายกันเกินไปนะ”

ถ้าโอคุริคาระไม่ต้องการแล้วล่ะก็ มันจะจบไวจนไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลมองเบื้องล่างของมิทสึทาดะ เขาคลี่ยิ้มให้คนมองใจเต้นไม่น้อย “.......ก็จัดการตัวเองไปซะสิ”

“ผมชอบตอนคุริจังพูดลามกหรอกนะ....แต่ไม่ใช่ตอนนี้” มิทสึทาดะพูดท้วง เขามองตามหลังโอคุริคาระที่เดินย้อนกลับไปเพื่อไปหาซานิวะ “.....ผมโลภมากไปหรือเนี่ย” ยิ่งกว่าไม่เท่ซะอีก

โอคุริคาระหยุดเดินแล้วหันกลับมาหามิทสึทาดะ “....แล้วก็รักษาคำพูดให้ได้ซะด้วยล่ะ”

มิทสึทาดะทำตาโตมองอีกฝ่าย ทั้งที่สีหน้าโอคุริคาระยังคงเรียบเฉยแต่การที่อีกฝ่ายรีบหันหลังกลับไปแล้วก้าวขาเดินจากไปเร็วๆ มิทสึทาดะก็รู้แล้วว่าโอคุริคาระกำลังเขิน

“เป็นเด็กเจ้าปัญหาที่น่ารักจริงๆเลยน้า”

 

ผมจะอยู่กับเธอตลอดไป


“อ่า...แบบนี้.....ฉันคงต้องพยายามเพื่อสองคนนั้นด้วยแล้วล่ะมั้ง” ซานิวะผู้ปิดบังใบหน้าพูดกับดาบหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกันอันได้แก่มิกะซึกิ ฮาเซเบย์ และซึรุมารุ ถึงไม่เห็นทั้งหมดแต่ซานิวะก็ได้รู้อะไรหลายๆอย่าง เพราะสงสัยท่าทีของดาบทั้งสอง เมื่อรักษาอิจิโกะแล้วก็เลยรีบตามมา ไม่นึกว่า....

“ถ้าเป็นกลยุทธ์ของนายท่าน ภาจกิจทุกอย่างต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแน่นอนครับ” ฮาเซเบย์โค้งให้นายท่านของตัวเองพลางพุดเสียงแข็งขัน

“คนหนุ่มนี่น่าอิจฉากันจังนะ” มิกะซึกิหัวเราะด้วยน้ำเสียงสบายๆ ทั้งที่ตัวเองก็ทำอะไรอุกอาจไม่แพ้กัน

“คนที่ต้องพูดมันข้าต่างหาก” ซึรุมารุมองญาติผู้ใหญ่(?)ของตนเอง

“อ่าแต่หลังจากนี้ คงต้องให้สองคนนั้นเขาย้ายไปพักห้องเดียวกันแล้วล่ะนะ”

 

END 

 

*****************************

เราชอบโอคุริคาระที่เงียบๆมากกว่าขี้โวยวายค่ะ
โอคุริคาระของเราเลยไม่ค่อยโวยวายเท่าไหร่ถ้าไม่โกรธขึ้นมา
และเป็นเคะที่เอาแต่ใจ จะทำในสิ่งที่อยากทำ
แถมไม่คิดว่าจะยอมให้เมะเอาเปรียบตัวเองง่ายๆด้วย เลยออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ
ส่วนมิทสึก็ กึ่งๆเมะทาสกับขี้แกล้งนิดๆ ปกติดูเป็นแม่บ้าน(?) ช่างดูแล แต่เท่มากค่ะ
ปล.อันนี้เป็นการตีความนิสัยในแบบของเรานะคะ

 หวังว่าคงจะสนุกกับฟิคกัน ^^