[Kuroko-Fanfic] Blue Flame 16 /AoKaga/ END

posted on 07 Oct 2014 22:28 by taminkn in Fanfic
ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ
ต้องขอโทษด้วยที่มีคำผิดเยอะนะคะ T-T
ที่ลงบลอกนี้เป็นฉบับแก้คำอะไรไปนิดหน่อย(และตัดฉาก)ก่อนเอามาลงค่ะ
 
 
********************************
 
 

Blue Flame 16

 

คางามินอนอยู่บนโซฟากลางห้อง เพราะคำพูดของฟุริฮาตะทำให้เขากลับมาคิดทบทวนอะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะได้รับรักตอบหรือไม่แค่ได้ชอบอีกฝ่ายก็พอ คนอื่นคงจะมองว่ามันเป็นความคิดที่ดันทุรังเกินไป แต่คางามิเข้าใจฟุริฮาตะในจุดนี้

เพราะการเลิกชอบใครสักคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

 

หนุ่มผมแดงหยิบมือถือของตนเองขึ้นมากดดูข้อความเก่าๆของอาโอมิเนะ ในตอนแรกเขาไม่กล้าที่จะเปิดมันดูอีกครั้ง แต่เพื่อจะเผชิญหน้ากับปัญหา คางามิจึงต้องเปิดมันขึ้นมาและก็พบกับข้อความล่าสุดที่อาโอมิเนะเคยส่งมาให้

ชื่อ : เจ้างั่งมิเนะ

หัวข้อ : ไม่มี

ถึงไม่ได้เป็นแฟนกันแต่นายก็ยังชอบฉันอยู่ดีใช่มะ

 

คางามิมองข้อความในมืออยู่นานกว่าเขาจะปิดมันลงและล้มตัวนอนอีกครั้ง

“ก็ต้องชอบสิเจ้างั่งมิเนะ”

 

************************

 

                คุโรโกะมาโรงเรียนแต่เช้าและยังคงเป็นกังวลเมื่อไม่เห็นคางามิ ปกติพวกเขามักเจอกันที่หน้าโรงเรียนอยู่เสมอ หลังจากที่ฟุริฮาตะบอกว่าจะไปคุยกับคางามิคุโรโกะก็ไม่ได้โทรไปถามเพื่อนร่วมทีมว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะคิดว่าฟุริฮาตะก็คงมีวิธีการในแบบของตัวเอง และคุโรโกะควรให้เวลาคนทั้งคู่ได้เคลียร์ปัญหาด้วยกัน แต่เขาหวังจะได้รู้ว่ามีอะไรคืบหน้าบ้าง

                “อรุณสวัสดิ์คุโรโกะ” ฟุริฮาตะทักเพื่อนหนุ่มจืดจางจากทางด้านหลัง ไม่บ่อยนักที่เขาจะเป็นฝ่ายดอดมาทำให้คุโรโกะประหลาดใจบ้าง “คางามิยังไม่มาเหรอ?”

                “ครับ เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง?” คุโรโกะถามเข้าเรื่องทันทีเพราะความเป็นห่วง

                “ก็โอเคขึ้นล่ะ อย่างน้อยคางามิก็ยอมคุยด้วย” ฟุริฮาตะเก็บรองเท้าของตนเองเข้าตู้เก็บรองเท้า “แต่คางามิจะทำยังไงต่อไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

คุโรโกะถอนใจ อย่างน้อยคางามิก็มีคนที่จะคุยปัญหาเรื่องความรักด้วยแล้ว วันนี้สองหนุ่มต้องไปที่ชมรมตั้งแต่เช้าเพราะริโกะอยากขจัดความเอื่อยเฉื่อยหลังปิดเทอมให้ได้ไวๆ เมื่อมาถึงโรงยิมคุโรโกะกับฟุริฮาตะก็ได้ยินเสียงเลี้ยงลูกและเสียงร้องเท้าบาสเสียดสีกับพื้นโรงยิม พวกเขาเปิดปะตูเข้าไปก็พบกับเพื่อนร่วมทีมที่มาซ้อมก่อนเป็นคนแรก

“โย่ว” คางามิทักทายคนทั้งสอง “พวกนายนี่มาช้ากันจัง”

“คางามิคุง...” บอกไม่ถูกเลยว่าคุโรโกะโล่งใจมากแค่ไหนที่คู่หูของเขากลับมาเป็นปกติ ถึงจะไม่เหมือนเดิมเต็มร้อยแต่การที่คางามิลดความตึงเครียดและกำแพงลง มันก็น่าดีใจมากพอแล้ว “ผมไม่ใช่คนบ้าพลังแบบคางามิคุงนี่ครับ”

“ว่าใครบ้าพลัง นายต่างหากที่พลังงานน้อยไป”

“เขาเรียกว่าพลังงานระดับคนปกติครับ อย่างคางามิคุงถือว่าไม่ปกติ”

“หนอยยย!”

ฟุริฮาตะมองเพื่อนสองคนที่เถียงกันไปมาอย่างที่เคยเป็น เรื่องที่เขาพูดกับคางามินั้นได้ผล แต่ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะตัวคางามิเองด้วย “จริงสิ” คางามิพูดเมื่อคิดอะไรได้ “เมื่อวานนายไปไหนกับอาคาชิต่อใช่ไหม?”

“เอ๋!” ฟุริฮาตะมองตาปริบๆ ทำไมย้อนมาเรื่องของเขากับอาคาชิได้ล่ะ “ก็...ก็...แค่ไปที่สโมสรขี่ม้าด้วยกัน แค่นั้นล่ะ”

“สโมสรขี่ม้า?” คางามิทวนคำตอบของฟุริฮาตะ

“อาคาชิสอนฉันขี่....โพนี่” เด็กหนุ่มผมน้ำตาลรู้สึกว่ามันง่องแง่งที่เด็กผู้ชายม.ปลายจะขี่ม้าโพนี่ “อย่าขำน่า ม้าทั่วไปมันสูงออกจะตายไป” ฟุริฮาตะทำเสียงดุคางามิที่กลั้นหัวเราะเอาไว้

คุโรโกะเกือบลืมไปเลยว่ายังมีเรื่องที่เขาต้องถามจากเพื่อนผมน้ำตาลอยู่ “คบกันอยู่เหรอครับ?”

“เปล่า คือไม่ได้คบกัน” ฟุริฮาตะแก้ความเข้าใจผิด เขารีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุโรโกะฟังและขอโทษที่ไม่ได้บอกอะไรเลย

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้ว่าฟุริฮาตะคุงตัดสินใจลำบาก” คุโรโกะพูดปลอบใจ เขารู้สึกขอบคุณที่ฟุริฮาตะไปคุยกับคางามิและยังยอมเล่าความลับของตัวเองให้ฟัง

“ฮะฮะ” หนุ่มผมน้ำตาลรู้สึกโล่งใจที่ได้บอกเรื่องอาคาชิกับคุโรโกะสักที เพราะเขากลุ่มใจเรื่องของตัวเองมานานเหมือนกัน “ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ กับอาคาชิฉันก็ได้รู้แล้วว่าเขาคิดยังไง”

คางามิและคุโรโกะรู้ว่าเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยอะไรได้ แต่การที่ฟุริฮาตะมีความสุขกับความสัมพันธ์ในตอนนี้ พวกเขาก็รู้สึกยินดีกับเพื่อนด้วย

“งั้นวันนี้ไปร้านหนังสือด้วยกันเถอะ” ฟุริฮาตะบอกกับคางามิและคุโรโกะ “มีหนังสืออกใหม่ ฉันยังไม่ได้ไปดูเลย”

“วันนี้ขอผ่าน ไว้เป็นพรุ่งนี้แล้วกัน” คางามิรีบยกมือบอกเพื่อนทั้งสอง “คือ...ฉันมีเรื่องต้องไปทำหลังเลิกเรียน....ที่โทโอน่ะ”

               

************************

 

                “ไดจัง ไปหาคางามินหน่อยเถอะน่า” โมโมรบเร้าอาโอมิเนะให้ไปคุยกับคางามิตั้งแต่เช้าจรดเย็น โมโมอิบอกอาโอมิเนะว่าเธอกับพวกคุโรโกะไปคุบกับอเล็กซ์มาแล้ว และเธอเชื่อว่าถ้าอาโอมิเนะยอมไปคุยกับคางามิดีๆ ทั้งสองก็จะพบทางออกที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ว่ายังไงอาโอมิเนะก็ไม่ยอมอยู่ท่าเดียว

                “เธอก็เลิกยุ่งซะทีได้ไหม วันนี้ฉันเหนื่อยแล้วจะรีบกลับไปนอน” อาโอมิเนะว่าแล้วเดินตรงออกจากห้องชมรมไปโดยไม่สนใจโมโมอิที่วิ่งตามมาด้วย

            “ฉันต้องยุ่งสิ ก็นายตอนนี้มันดูได้ซะที่ไหน” โมโมอิเถียงกลับ “นายรู้ไหมว่าทำตัวไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย”

 “ให้อารมณ์ฉันลงก่อนเถอะน่า เดี๋ยวๆมันก็ดีเองนั่นล่ะ”เพราะอยากจบปัญหาลงด้วยตัวเองและไม่อยากให้ใครในทีมระแคะระคายเรื่องคางามิ อาโอมิเนะถึงได้ตีตัวออกห่างจากคนอื่นในทีม

“กว่านายจะดีขึ้น ทีมคงล่มก่อนล่ะยะ” โมโมอิพูดเสียงดังขึ้น “ทำไมนายถึงทำเฉยอยู่ได้เล่า!” โมโมอิกระชากแขนของอาโอมิเนะแรงๆเพื่อให้เพื่อนชายหยุดเดิน

“นี่เธอ!” อาโอมิเนะหันมาจะดุโมโมอิ แต่พอเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของหญิงสาวเขาก็ทำไม่ลง “เธอร้องไห้ทำไมยัยเบอะ”

“ก็แล้วทำไมนายไม่ร้องไห้เล่าตาบ้า” โมโมอิเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อของตัวเอง “เสียใจแล้วร้องไห้มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ ไดจังนั่นล่ะที่แปลก” ทำไมถึงต้องทนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยล่ะ “ฉันรู้นะว่าที่ไดจังทำไปเพราะเป็นห่วงคางามิน”

“มันช่วยอะไรได้เล่า” อาโอมิเนะพูดเหมือนว่ารำคาญแต่เขาลูบหัวโมโมอิเบาๆ “เลิกร้องไห้เถอะน่า เอาเวลาไปสนใจเรื่องตัวเองซะไป”

“แต่ว่า....” โมโมอิเช็ดน้ำตาอีกหนเพราะไม่อยากให้มีคนเข้าใจผิดว่าถูกอาโอมิเนะรังแกจนร้องได้ ตอนนั้นเองที่สาวผมชมพูเห็นว่ามีนักเรียนต่างโรงเรียนมายืนอยู่หน้าปะตู “คางามิน!”

อาโอมิเนะหันไปมองตามที่โมโมอิเรียก คางามิยืนอยู่ที่หน้าโรงเรียนจริงๆ คงเพราะพยายามไม่ไปเจออีกฝ่าย ตอนที่คางามิหันมามอง ความรู้สึกคิดถึงวูบวาบอยู่ในอกแต่อาโอมิเนะยังตีสีหน้าว่าไม่ได้รู้สึกอะไร

ฝ่ายที่เดินมาหาก่อนคือคางามิ แต่ยิ่งอยู่ใกล้เขาจะยิ่งรู้สึกอยากเข้าไปกอดอาโอมิเนะ คางามิเคยอายที่จะแสดงความรักตอบอีกฝ่าย แต่เวลานี้มันเป็นการกระทำที่เขาคิดถึงมากที่สุด

“ไง” อาโอมิเนะทักทาย เหมือนปกติที่เขาเคยทำ

“อืม” คางามิตอบรับสั้นๆ

โมโมอิเดินถอยออกไป เธอมองทั้งสองคนอยู่เงียบๆ “ขอร้องล่ะไดจัง พูดอะไรหน่อยสิ” โมโมอิพูดเบาๆอย่างกังวล แต่สองหนุ่มผมต่างสีก็ยังยืนมองกันอยู่เงียบๆ

“เรื่องที่นายเคยถามไว้....” จนกระทั่งคางามิเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน หนุ่มผมแดงพยายามคุมไม่ให้เสียงสั่น ไม่งั้นเขาคงพูดไม่จบ “ฉันก็ยังคิดเหมือนเดิม” ยังชอบนายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง “ที่มาที่นี่ก็แค่อยากพูดเรื่องนี้แหล่ะ แล้วเจอกัน...ในสนาม” คางามิเดินถอยออกมา “เจ้างั่งมิเนะ”

อาโอมิเนะสงสัยว่าคางามิหมายถึงอะไรแต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อ คางามิหันไปทักทายโมโมอิก่อนเดินกลับออกไป ราวกับว่าในที่สุดพวกเขาก็กลับมาเป็นคู่แข่งกันอย่างที่เคยเป็นมา อาโอมิเนะบอกไม่ได้ว่าที่ในใจเขาเบาโหวงอยู่ตอนนี้เป็นเพราะโล่งใจที่คางามิดูสบายดีหรือเพราะใจเขาหลุดหายไปเมื่อพวกเขาจบกันไปแล้วจริงๆ

                “ทำไมนายไม่พูดอะไรเลยล่ะ” โมโมอิเข้ามาหาอาโอมิเนะ “วิ่งตามไปซะสิ เจ้างั่งมิเนะ”

                “เรื่องจบลงด้วยดี มันก็ดีแล้วใช่เหรอไง?” อาโอมิเนะบอกปัดโมโมอิ “ฉันจะกลับบ้านไปนอนแล้ว พรุ่งนี้มีซ้อมเช้า”

                “นี่!” โมโมอิเรียกอาโอมิเนะที่เดินผ่านเธอไป โมโมอิอยากจะปากระเป๋าใส่อาโอมิเนะเพราะเธอหงุดหงิดเต็มทน แต่เมื่อเพื่อนชายหยุดเดินกะทันกัน โมโมอิก็มองอย่างสงสัย “มีอะไรน่ะ?”

 

                อาโอมิเนะจำได้แล้วว่าเขาเคยถามอะไรคางามิไว้ “ถึงไม่ได้เป็นแฟนกัน นายก็ยังชอบฉันอยู่ใช่ไหม” หนุ่มผิวแทนพึมพำคำถามที่เขาเคยถามกับคางามิ และคำตอบของมันก็คือ....

เรื่องที่นายเคยถามไว้ ฉันยังคิดเหมือนเดิม

 

โมโมอิเดินเข้ามาใกล้อาโอมิเนะด้วยความกังวล เธอตกใจที่จู่ๆชายหนุ่มก็ก้มหน้าลงกับพื้นพลางเอามือข้างนึงปิดใบหน้า “เป็นอะไรน่ะ ร้องไห้เหรอ?” โมโมอิรีบเอามือตบบ่าเพื่อนสมัยเด็กไว้ ดีที่เย็นมากแล้วพวกเขาจึงไม่เป็นเป้าสายตาของใครในโรงเรียน

 

                “ไดจัง....” โมโมอิมองเพื่อนที่ยังนั่งปิดหน้าอยู่กับพื้น เธอนั่งลงเพื่อให้หน้าตัวเองเสมอกับหน้าของอาโอมิเนะ เด็กสาวดึงมือของเพื่อนชายออก อาโอมิเนะไม่ได้ร้องไห้แต่ก็มีสีหน้าที่อมทุกข์ “ฟังนะ ในความรู้สึกของฉัน ฉันไม่คิดว่าไดจังจะทิ้งคางามินไปง่ายๆแน่ เพราะอะไรรู้ไหม?”  โมโมอิถามเพื่อนชายไปแต่เธอก็ไม่ได้รอคำตอบเพราะรู้ว่าอาโอมิเนะคงจะเถียงกลับมากกว่าตอบคำถามดีๆ “เพราะนายคิดถึงแต่คางามินน่ะสิ นายทำเพื่อเขา ถ้าไดจังคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองล่ะก็ คงไม่มากลุ้มอยู่แบบนี้หรอก”

                “นั้นมันความคิดของเธอต่างหาก” อาโอมิเนะเถียงอย่างที่โมโมอิคิดจริงๆ

                “งั้นก็บอกความคิดของตัวเองบ้างสิ” โมโมอิลุกขึ้นยืน “ฉันพูดได้แค่นี้ล่ะ ถ้านายหาว่าฉันจู้จี้ฉันก็ไม่สนหรอก” เด็กสาววิ่งออกไปจากโรงเรียน

“แต่ละคน....” อาโอมิเนะพึมพำ เขาลุกขึ้นยืนและดึงกระเป๋าขึ้นมาสะพาย

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้า มัวแต่กังวลว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไงหากสักวันหนึ่งพวกเขาเกิดเลิกกันขึ้นมา อาโอมิเนะไม่อยากดึงคางามิมาจากครอบครัวเพื่อตนเอง ถึงได้บอกเลิก แต่อาโอมิเนะลืมไปว่าคางามิไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด

กลับเป็นตัวเองที่ไม่ยอมไปสู้หน้ากับคางามิ

เพราะเขาเองก็ทนไม่ได้ที่จะต้องเลิกรากันไปแบบนี้

 

 

คางามิพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ที่รวบรวมความกล้าเข้าไปคุยกับอาโอมิเนะนั้นทำเขาเหนื่อยซะยิ่งกว่าตอนลงสนามแข่งซะอีก แต่ถึงจะไม่ได้เป็นแฟนกันเขาก็ยังสามารถชอบอาโอมิเนะต่อไปได้ ...คางามิจับที่หน้าอกของตนเอง พอคิดแบบนี้แล้วมันก็เจ็บน้อยลง แบบนี้เขาก็กลับไปเล่นบาสกับอาโอมิเนะได้อีกครั้งแล้วสินะ

 

 

*****************

 

“ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนครับ” คางามิก้มหัวขอโทษต่อริโกะที่เขาเผลอเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องทีม ถึงโค้ชสาวจะยังไม่ทักท้วง แต่คางามิรู้ว่าการซ้อมที่ผ่านๆมาของตนเองนั้นเยาะแยะและน้อยกว่ามาตรฐานเดิมมากแค่ไหน คางามิจึงอยากเป็นฝ่ายขอโทษริโกะก่อน

“รู้ก็ดีแล้ว” โค้ชสาวถอนใจกับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเจ้าบ้าประจำทีม ที่เธอไม่เข้าไปยุ่งเมื่อเห็นว่าคางามิกำลังมีปัญหา ก็เพราะว่าคุโรโกะขอเอาไว้ ริโกะไม่ถามว่าเรื่องอะไรเธอรู้แต่ว่าคงเป็นเรื่องส่วนตัว จึงปล่อยๆไป แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดีขึ้นของคางามิริโกะก็โล่งอก “คราวหน้าระวังหน่อยล่ะ ถึงนายจะอกหักมาจากใคร เรื่องหน้าที่ในทีมนายก็ต้องให้ดีด้วย

คางามิมองริโกะตาค้าง “คะคะโค้งรู้เรื่องอกหักได้ไง?”

“อ้าว อกหักจริงๆเหรอเนี่ย” ริโกะไม่คิดว่าเรื่องที่เธอแค่ยกขึ้นมาพูดจะเป็นจริง คางามิคิดว่าเจาดันไปขุดหลุมฝังตัวเองเข้าซะแล้ว “กับใคร ยังไงน่ะ?” ริโกะเผลอตัวถามด้วยความอยากรู้

“บอก....ไม่ได้....ครับ” คางามิหลบตาริโกะ “ขอตัวไปซ้อมล่ะ!”

“อ้าว หนีไปซะได้” ถึงจะเสียดายทิ่อดรู้เรื่องคนที่คางามิชอบอยู่ แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากตอบเธอก็จะไม่รบเร้าขอคำตอบล่ะ “ชีวิตวัยรุ่นนี่น้า-” เด็กสาวพูดเหมือนตัวเองอายุเกิดนม.ปลายไปแล้ว

“เกือบไป” คางามิรีบเข้ามาหาคุโรโกะกับฟุริฮาตะ เกือบจะพลาดทำความแตกเองซะแล้ว “แต่ก็เอาเถอะหมดๆไปอีกเรื่องล่ะ” หนุ่มผมแดงบิดเอวเพื่อเตรียมร่างกาย “เครื่องชักติดแล้วสิ”

 

 

“อาโอมิเนะ ยังไงวันนี้เราก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง” วากามัตสึเรียกอาโอมิเนะมาอบรมแต่เช้า ปกติเจ้ารุ่นน้องผิวแทนหน้ากวนแข้งจะทำไม่สนใจแต่ก็รับคำของเขาบ้าง แต่ตั้งแต