ยังคงติดเกมหนุ่มดาบอยู่ค่ะ
ตอนนี้เรามีที่ชอบอยู่สี่คู่ด้วยกันคือ ปู่ทานุกิ มิทสึคุริ ซึรุอิจิ โคกินากิ ค่ะ
แต่ละคู่จะอยู่ในไทไลท์เดียวกัน แต่เนื่องจากยังไม่ได้โคคิสึเนะมา อาจจะแต่งคู่สุดท้ายแบบช้ามากๆ
เพราะเราอิงตัวละครไม่ได้เลยแต่งไม่ออกค่ะ TwT
 
และแต่ละคู่อาจจะมีตอนพิเศษด้วยค่ะ ^q^ แบบว่าสนองนีสคนเขียน(แฮ่)

ไปๆมาๆตอนนี้คู่ปู่ทานุกิกับมิทสึคุริเป็นคู่ที่ความชอบตีคู่คี่กันมากสำหรับเรา
ประวัติของมิทสึทาดะเราก็พยายามไปหามาทั้งภาษาไทยทั้งภาษาอังกฤษ
(อ่านญี่ปุ่นไม่ออกค่ะ) รวมทั้งประวัติของโอคุริคาระที่มีน้อยจนเหนื่อยใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็พยายามคิดไปในแบบเราด้วย เพราะจะทำให้ฟิคดำเนินเรื่องไปได้

ส่วนเรื่องดาบเป็นคน คนเป็นดาบในฟิคนี้ เราจินตนาการไว้ว่าเป็นวิญญาณสถิตดาบค่ะ
อาจจะออกมาเป็นตัวตนให้เจ้าของกับคนอื่นเห็นได้บ้าง
แต่ซานิวะจะสามารถปลุกขึ้นมาได้แบบเป็นรูปเป็นร่างของมนุษย์ได้เลย ประมาณนี้
เรื่องคำพูดอย่าง ข้า ผม คุณ เราคิดไว้ว่าแล้วแต่สไตรส์การพูดของดาบในเกมค่ะ
กับอีกอย่างคือความเก่าแก่ของดาบ เช่น ปู่จะพูดด้วยภาษาโบราณๆ
 
****************************
 
 

หัวใจคืนกลับ 

 

                “จนกว่าแผลจะหายดี ทำหน้าที่อื่นไปก่อนแล้วกันนะ”

                นั่นเป็นคำพูดของซานิวะที่กล่าวกับโดทานุกิและโอคุริคาระหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา(ซ่อม) โอคุริคาระพ่นลมออกจมูกด้วยความเบื่อหน่าย ถึงไม่ชอบฟังคำสั่งใครแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคัดค้าน ดาบที่ภายนอกเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นจึงรับหน้าที่ดูแลม้าในระหว่างที่ยังต้องพักรักษาตัว

                แต่แทนที่จะได้พักรักษาตัวอย่างสงบสุข ก็ดันเกิดเรื่องให้วุ่นวายกันไปทั้งเรือน มิคาซึกิ มุเนะจิกะที่บอกว่าตัวเองอายุอานามสมควรเป็นคุณปู่ได้แล้ว กลับทำอะไรตรงกันข้ามกับอายุด้วยการเกี้ยวพาราสี(แต่คะชูบอกว่าทำมากกว่านั้น)โดทานุกิ มาซาคุนิ ร้อนถึงซานิวะต้องลงมาจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่คนสูงวัยจะทำอะไรไม่เกรงใจผู้ร่วมเรือนพักมากไปกว่านี้ โชคช่างเข้าข้างมิคาซึกิเสียจริง

 

“.......นายมาสาย” โอคุริคาระพูดกับโดทานุกิเมื่อเห็นอีกฝ่ายรีบร้อนมาที่คอกม้าหลังจากเลยเวลามานานโข

“โทษทีๆ” โดทานุกิรับเสียงเหนื่อยๆ “ต้องแต่งตัวให้ปู่น่ะ ใส่ก็ใส่ยาก ถอดก็ถอดยาก ไหนจะ....” คนบ่นเงียบลงทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ เขามองโอคุริคาระด้วยสีหน้าหนักใจ “ข้าหมายถึงช่วยแต่งตัวให้เพราะปู่นั่นทำอะไรเองไม่เป็นเท่านั้นเองนะ!”

“.......ฉันไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย” เด็กหนุ่มไม่ได้โกหกซะทีเดียว ในเมื่อโดทานุกิอยู่ในฐานะคู่รักของมิคาซึกิแล้ว จะแต่งตัวให้ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่ใช่ธุระของผู้อื่น

“ให้ตายสิ.....” โดทานูกิเอามือลูบหน้าตัวเองที่ยังขึ้นสีแดง “ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้” แม้น้ำเสียงจะดูหนักใจแต่แววตากลับตรงกันข้าม โอคุริคาระรู้ว่าแววตาเช่นนั้นคือแสดงความรู้สึกใด

รัก

ไม่จำเป็นต้องให้ซานิวะยื่นมือมาช่วย มิคาซึกิก็สามารถคว้าหัวใจโดทานุกิไว้ได้ตั้งแต่แรกเห็น เพียงแค่โดทานุกิยังไม่อยากจะตอบรับ นั่นคือความดื้อดึงของดาบที่ถูกสร้างมาเพื่อการรบ แต่...

“สักวันนึงนายก็ต้องยอมแพ้” โอคุริคาระพูดขึ้น “ไม่มีทางที่จะปฎิเสธไปได้ตลอด นายแพ้ให้เขาตั้งแต่ที่นายรู้สึกแล้ว” โดทานุกิประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้สนิทกันขนาดจะพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะกับเรื่องทำนองนี้

โอคุริคาระโยนแปลงสำหรับแปลงขนให้ม้าลงกล่องเครื่องมือแล้วเดินสวนโดทานุกิออกไปจากคอกม้า สีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงเรียบเฉย นำเสียงเมื่อครู่ไม่ได้บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกใดแต่ในใจกลับมีอย่างเต็มเปี่ยม

“นายแพ้ให้เขาตั้งแต่ที่นายรู้สึกแล้ว”

พูดออกไปเหมือนเตือนแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ นั่นคือตัวเขาที่ไม่สามารถปฎิเสธความรู้สึกได้ ทั้งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเกินความจำเป็น แต่สุดท้ายตัวเองก็พ่ายแพ้อย่างหมดท่า

 

นานแค่ไหนก็ยังจำได้ วันที่ตนเองได้มาเป็นดาบคู่กายอีกเล่มหนึ่งของดาเตะ มาซามุเนะ ในตอนนั้นขณะที่โอคุริคาระรับฟังนายท่านชื่นชมกับรอยสลักมังกรบนดาบ เด็กหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะไม่สบเข้ากับดวงตาสีทองคู่หนึ่ง ซึ่งมองตรงมายังเขาด้วยความสนใจ แต่ยิ่งแสร้งทำเป็นว่าไม่รับรู้ใจก็พลานเต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็น โอคุริคาระหยุดความหงุดหงิดต่อเสียงเต้นของหัวใจด้วยการหันไปสบตากับโชคุไดคิริ มิทสึทาดะ

และนั่นทำให้เขาพ่ายแพ้ให้แก่ดาบตรงหน้าเป็นครั้งแรก

 

“.....บ้าเอ้ย” เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่ใต้ต้นซากุระที่ออกดอกผลิบานสวยงาม หวังว่าการมองความงามของมันจะช่วยให้ใจสงบลงได้แต่น้ำเสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง

“คุริจัง งานวันนี้เสร็จแล้วเหรอ?” มิทสึทาดะเพิ่งกลับมาจากทำงานไร่ ตระกล้าในมือจึงเต็มไปด้วยผักที่ถูกดูแลอย่างดี “อู้งานไม่ดีนา เท่ก็ไม่เท่แถมยังจะถูกท่านเจ้าบ้านก็บ่นอีก” หนุ่มคาดตาพูดอย่างอารมณ์ดีแม้โอคุริคาระจะทำหน้าบึ้งตึงใส่

“......ช่างฉันเถอะ” โอคุริคาระพูดห้วนๆ ซ้ำยังหันหน้าหนีไปทางอื่น มิทสึทาดะถอนใจแต่เขาก็ยังยิ้มให้เพราะคุ้นชินกับเด็กหนุ่มเจ้าปัญหาไม่ยอมคบใครคนนี้เป็นอย่างดี

ดีจนรู้สึกเสียใจกับความห่างเหินที่มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ ถ้าไม่ได้อยู่กันเพียงลำพังพวกเขาจะทำตัวเหมือนปกติ เป็นแค่ดาบสองเล่มที่เคยร่วมรบกับนายคนเดียวกัน ไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดนอกจากนั้น

โอคุริคาระยังทำมองไปทางอื่นเมื่อดวงตาโหยหาของมิทสึทาดะยังไม่ละไปจากเขา รู้สึกอึดอัดทั้งหงุดหงิดใจไม่น้อย เด็กหนุ่มเลือกที่จะเดินหนีแต่มิทสึทาดะเรียกไว้

“ซากุระติดอยู่ตรงนี้นะ” ดาบหนุ่มยื่นมือมาปัดกลีบดอกไม้สีชมพูออกให้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลเบาๆอย่างจงใจ

โอคุริคาระรีบปัดมือมิทสึทาดะออก “อย่ามาจับนะมิทสึทาดะ” ดวงตาสีทองทั้งโกรธทั้งหวั่นไหวจนสั่นคลอน

“คุริจัง....”

“มิทสึทาดะ นายท่านให้ไปพบ” เฮชิคิริ ฮาเซเบย์ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักพูดแทรกระหว่างดาบหนุ่มทั้งสองโดยไม่สนใจว่าเขาจะเสียมารยาทหรือมาอยู่ในเหตุกาณร์ชวนกระอักกระอ่วน “เร็วเข้าสิ ให้นายท่านรอนานใช้ได้ที่ไหนกัน” ดาบที่เคร่งครัดต่อการรับใช้ผู้เป็นนายพูดเตือน

“อ่า...” มิทสึทาดะรับคำอย่างเสียมิได้

ฮาเซเบย์หันมามองโอคุริคาระด้วยสายตาตำหนิ โอคุริคาระจ้องตาอีกฝ่ายกลับเช่นกัน จนมิทสึทาดะเดินห่างออกไปแล้วฮาเซเบย์จึงยอมเปิดปากพูด
                “เมื่อไหร่เธอจะเลิกโทษเขาสักที” แม้จะเพียงเล็กน้อยฮาเซเบย์เห็นไหล่ของโอคุริคาระสั่น “รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงว่ามิทสึทาดะเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้”

ทั้งเรื่องที่มิทสึทาดะต้องไปอยู่กับตระกูลโทกุกาวะ ทั้งเรื่องไฟไหม้ ฮาเซเบย์ได้รู้จากปากของสหายเก่าเอง ชายหนุ่มได้รู้ไปถึงความรู้สึกของมิทสึทาดะที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวคนนี้ด้วย

 “..............”

ฮาเซเบย์กอดอกพลางมองโอคุริคาระ “ผมไม่อยากให้นายท่านสังเกตเห็นความไม่ลงรอยนี้หรอกนะ จะเป็นห่วงซะเปล่าๆ”

“ไม่คิดจะให้มาห่วงสักหน่อย....”

เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากปากโอคุริคาระ ฮาเซเบย์ก็เข้ามายืนประจันหน้ากับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มตรงๆ “ท่านซานิวะเป็นห่วงดาบทุกเล่มด้วยความจริงใจ ไม่เว้นแม้แต่นายที่ดื้อดึงกับท่านแบบนี้” โอคุริคาระยังคงยืนนิ่งเพื่อรับการรับโจมตีหากอีกฝ่ายคิดจะสู้ด้วย

หากมีดาบอยู่ในมือตอนนี้ฮาเซเบย์คงขอท้าสู้กับโอคุริคาระไปแล้ว แต่นั่นก็จะทำให้นายท่านมีปัญหาเพราะทำให้ขาดกำลังพล ดาบหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนข่นความไม่พอใจไว้แล้วถอยออกมา ก่อนที่จะเดินกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ต่อ

ซากุระไหวตามแรงลม ความงดงามของดอกไม้นี้ไม่ได้ทำให้โอคุริคาระรู้สึกอยากชื่นชมมันเลยสักนิด ในใจเขาตอนนี้กลับมาแต่เมฆฝนและพายุแห่งความสับสนวุ่นวาย ดื้อดึง ไม่อยากที่จะยอมรับ คำพูดทุกอย่างของเฮชิคิริ ฮาเซเบย์ถูกต้องทุกประการ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องพบเจอกับชะตากรรมอันแสนสาหัส แต่เพราะไม่รู้จะบรรเทาความเจ็บปวดของตนเองได้อย่างไร เขาจึงกล่าวโทษว่าการลาจากที่ไม่มีวันหวนคืนในครั้งนั้น เป็นความผิดของมิทสึทาดะแต่เพียงผู้เดียว

 

****************************

 

“นี่เป็นปัญหาของผมกับคุริจังแค่สองคนเท่านั้น ฮาเซเบย์คุงก้าวก่ายแบบนี้ไม่ดีเลยนะ” ตั้งแต่ที่รู้ว่าท่านซานิวะไม่ได้เรียกหาตน มิทสึทาดะก็รีบย้อนกลับมาหาเพื่อนร่วมเจ้านายเก่า ชายหนุ่มทันได้เห็นการปะทะคารมกันระหว่างฮาเซเบย์กับโอคุริคาระ สาเหตุนั่นก็มาจากปัญหาของเขาเอง

“ผมพูดเพื่อนายท่าน ไม่ถือว่าก้าวก่าย” ดาบหนุ่มผมสีอ่อนปฎิเสธหน้าตาย

“นั่นน่ะ...”

“จงใจปล่อยไปแบบนั้น ระวังจะแย่ยิ่งกว่าเดิม” คำถามของฮาเซเบย์ทำเอามิทสึทาดะสะอึก

 “เรื่องนั้นข้าก็เห็นด้วยนา” เสียงพูดขัดจังหวะดังมาจากบนหลังคาใกล้กันกับที่มิทสึทาดะและฮาเซเบย์ยืนอยู่ ซึรุมารุ คุนินากะ ห้อยตัวลงมาจากหลังคา กระเรียนหนุ่มม้วนตัวลงมาอย่างคล่องแคล่วจนเกือบลืมไปว่าอายุอานามนั้นหลักพันขึ้นไปแล้ว “รีบๆทำความเข้าใจกันซะ เจ้าน่ะเอาแต่พูดว่า นั่นไม่เท่ นี่ไม่เท่ คิดว่าตัวเองตอนนี้เท่นักหรือไง?” ซึรุมารุเท้าเอวมองมิทสึทาดะ

มิทสึทาดะขยี้ผมที่จัดทรงไว้อย่างดีของตัวเองเมื่อถูกรุมเร้าโดยดาบทั้งสองเล่มตรงหน้า “มันก็ไม่เท่ตั้งแต่ผิดคำพูดแล้วล่ะ”

 

“ผมจะอยู่กับเธอตลอดไป”

คำพูดที่กล่าวออกไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ไว้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็พอใจที่จะอยู่เคียงข้างเสมอ ต่อให้โอคุริคาระที่ดื้อดึงพยายามปฎิเสธว่านั่นไม่ใช่คำบอกรัก สุดท้ายก็ยินยอมให้มิทสึทาดะก้าวเข้ามาในหัวใจ แม้ได้รับความรักมาแล้วแต่มิทสึทาดะไม่เคยเลิกพูดคำหวานนั้น เพราะเชื่อจริงๆว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

จนกระทั่งตัวเขาต้องถูกส่งไปให้กับผู้ถือครองคนใหม่แห่งตระกูลโทกุกาว่า

คำพูดจึงแปรเปลี่ยน

“ขอโทษนะที่ผมอยู่กับเธอไม่ได้แล้ว”

และเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อีกจนกระทั่งวาระสุดท้ายในการคงอยู่บนโลกใบนี้

 

“ผมพูดขอโทษหลายครั้งจนคุริจังเบื่อที่จะฟังแล้วล่ะมั้ง” มิทสึทาดะยิ้มเศร้า คำขอโทษถูกกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านบานเลื่อนที่เจ้าของห้องขังตัวเองไว้ไม่ยอมให้พบหน้ากันก่อนจาก แม้แต่ตอนที่ดาบโชคุไดคิริ มิทสึทาดะถูกทำลายด้วยไฟร้อนจากเหตุแผ่นดินไหว ขณะวิญญาณกำลังจะแตกสลายเขาก็ยังพูดขอโทษกับโอคุริคาระ “ไม่อยากทำร้ายเด็กคนนั้นด้วยคำพูดของผมอีก แค่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็พอ” อย่างน้อยได้เห็นหน้าโอคุริคาระทุกวัน ไม่ใช่ในความทรงจำที่ได้แค่หวนคิดถึง

“ดูเหมือนคนที่ดื้อจะไม่มีแค่โอคุริคาระคนเดียวนะ” ฮาเซเบย์ถอนใจ เขาเข้าไปดึงตระกล้าผักออกจากมือมิทสึทาดะ “แล้วแต่นายแล้วกัน ผมจะไปทำงานต่อล่ะ” ฮาเซเบย์หมายถึงหน้าที่ทำอาหารที่วันนี้

ซึรุมารุโบกมือลาดาบหนุ่มผมสีอ่อนก่อนจะหันกลับมาหามิทสึทาดะอีกครั้ง “เจ้าเด็กน้อย ช่างไม่รู้จักหาความสุขซะบ้างเลย เกิดเรื่องน่าตกใจที่พวกเจ้าได้มาอยู่ด้วยกันอีกแท้ๆ” ซึรุมารุพูดอย่างดาบที่ผ่านโลกมามากกว่าแต่ความคึกคักเขายังไม่หายตามวัย

“ก็มัน....”

“ชู่ว-“ มิทสึทาดะจะพูดต่อแต่ซึรุมารุกลับทำเสียงว่าให้เงียบซะ หนุ่มผมขาวเข้าไปกระซิบข้างหูดาบหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขาหลายร้อยปี “เป็นข้านะ รวบหัวรวบหางจับทำความเข้าใจกันไปแล้ว” มิทสึทาดะตาโตมองคนตรงหน้า ซึรุมารุยิ้มให้แล้วเดินฮัมเพลงจากไปอีกคน  

“....สมเป็นพวกทำอะไรให้คนอื่นตกใจจริงน้า” การพูดคุยกับคนหลายคนในวันนี้ทำมิทสึทาดะเหนื่อยไม่น้อยเลย แต่คำพูดของฮาเซเบย์กับซึรุมารุทำให้เขาหวั่นไหวไหม

มากทีเดียวเชียวล่ะ

“แค่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็พอ” พูดให้ตัวเองดูดี จริงๆแล้วมันไม่พอเลยสักนิด.... อยากให้ความห่างเหินนี้หายไป อยากได้ความรักที่เคยเป็นของกันและกันคืนมา อยากจะพูดคำนั้นกับเธออีก “ผมจะอยู่กับเธอตลอดไป”

มิทสึทาดะมองต้นซากุระที่ไหวตามแรงลม นึกถึงดอกซากุระที่เขาหยิบออกจากเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่ม “......เป็นผู้ชายโลเลไม่เท่เหมือนซึรุมารุพูดซะแล้วสิ” 

 

******************************

 

ฉันอยู่คนเด